คน ธปท.ต้องเปิดใจ…ต้องเปลี่ยนวิธีคิด

นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยกับ “ประชาชาติธุรกิจ” (คลิกอ่านที่นี่: ธปท.ชำแหละเศรษฐกิจไทย หนี้ฉุดอำนาจซื้อ-SMEไข้หนัก) สำหรับการบริหารงานธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในสภาวะที่โลกเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วนั้น ผู้ว่าการ ธปท.กล่าวว่า ธปท.ต้องเปลี่ยนเยอะมาก แผนยุทธศาสตร์ของ ธปท.จากระยะ 5 ปี ก็ปรับเป็นแผน 3 ปี เพราะโลกเปลี่ยนเร็วมาก ไม่ใช่อย่างที่เราวาดภาพไว้แล้ว ซึ่งแผนจะแบ่ง 3 กลุ่ม กลุ่มแรกเป็นเรื่องเสถียรภาพ ที่ต้องตอบโจทย์นิยามของเสถียรภาพยุคใหม่ ทั้งเสถียรภาพระบบการเงิน เสถียรภาพระบบการชำระเงิน และเสถียรภาพทางเศรษฐกิจมหภาค กลุ่มที่ 2 การพัฒนาระบบการเงิน ระบบการชำระเงิน และการเชื่อมต่อกับประเทศอื่นและ กลุ่มที่ 3 การสร้างความเป็นเลิศให้กับองค์กร ซึ่งจะต้องเปลี่ยนวิธีการทำงาน เปลี่ยนทักษะให้คนที่ทำงานธนาคารกลาง อาทิ ทักษะการวิเคราะห์ข้อมูล ซึ่งคน ธปท.ต้องเปิดใจเพื่อยอมรับการเปลี่ยนแปลง ต้องเปลี่ยนวิธีคิดการทำงาน

“เราก็ต้องออกจากกล่องของตัวเอง และเท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลง เปิดรับฟัง มีทักษะในการรับฟัง มีทักษะในการเข้าใจคนอื่น จะเห็นว่ามาตรการหลายอย่างที่เราทำมีการรับฟังความคิดเห็นเยอะมาก อย่างเช่น มาตรการควบคุมบัตรเครดิตล่าสุด ชัดเจนว่าสะท้อนการทำงานในรูปแบบใหม่ และนำบิ๊กดาต้าเข้ามาใช้”

ผู้ว่าการ ธปท.กล่าวอีกว่า ธปท.ถือว่าเป็นหน่วยงานที่มีหน้างานค่อนข้างมาก ตั้งแต่การกำกับดูแลสถาบันการเงิน ระบบการชำระเงิน พิมพ์ธนบัตร ดูศูนย์ร้องเรียนผู้ใช้บริการทางการเงิน การสร้างทักษะความรู้ด้านการเงิน การบริหารทุนสำรอง ซึ่งผู้บริหารรุ่นใหม่ของ ธปท.ต้องเห็นหน้างาน ต้องเข้าใจความเชื่อมโยงกันมากขึ้น เหมือนกับฝั่งราชการอื่น ๆ

“ที่ผ่านมาเราย้ายผู้อำนวยการอาวุโสประมาณ 10 คน สลับกันหมด ปีนี้ออกกฎเกณฑ์ใหม่ว่า ปี 2562 ใครจะได้เลื่อนตำแหน่ง ต้องมีประสบการณ์อย่างน้อยกี่สายงาน ซึ่งเรื่องนี้ราชการก็ทำมาสักพักหนึ่งแล้ว” ผู้ว่าการ ธปท.กล่าว

ในโลกยุคใหม่ต้องมีความเชื่อมโยงมากขึ้น ธปท.ก็จะมีทั้งเปิดรับผู้ที่มีทักษะ ประสบการณ์จากภายนอกเข้ามา ซึ่งพนักงานใหม่ที่เข้ามา ก็จะต้องมีทักษะในเรื่อง network analysis มากขึ้น


“เรื่อง mind set เป็นสิ่งสำคัญที่เราเริ่มมีนโยบายลงไป คือ ฐานข้อมูลที่แบงก์ชาติมีต้องมีคนวิเคราะห์ เราทำฐานข้อมูลไว้เยอะมาก ๆ ซึ่งตอนแรกที่เริ่มทำกัน ส่วนใหญ่พนักงานเป็นนักเศรษฐศาสตร์ ก็ต้องเปลี่ยน mind set ให้เป็น data analytics ไม่ใช่การทำสถิติ เพราะมันต่างกันเรื่องความลึกซึ้งของข้อมูล ตอนนี้มาทำเรื่อง network analysis และแบบอื่น ๆ ซึ่งเป็นมุมมองใหม่ ๆ ที่ทำให้เราสามารถมองการเปลี่ยนแปลง ทำให้เราทำนโยบายที่มีเป้าหมายที่ชัดเจนมากขึ้น ตรงประเด็นได้มากขึ้น และยังเป็นของพลังคนรุ่นใหม่ที่จะปลดปล่อยออกมา เป็นคนที่เข้าใจความเชื่อมโยงท่ามกลางความซับซ้อน” ผู้ว่าการ ธปท.กล่าว