กสิกรบุกเกมไพรเวตแบงกิ้ง Next Step บริหารเงิน ต้อนเศรษฐีจีน-CLMV

จิรวัฒน์ สุภรณ์ไพบูลย์ - ดร.แซมมี่ ชาร์

ธุรกิจไพรเวตแบงกิ้ง ยังคงเป็นอีกธุรกิจที่อยู่ในสภาวะแข่งขันรุนแรง เพราะต้องชิงเค้กกลุ่มลูกค้าบรรดาเศรษฐีเก่า เศรษฐีใหม่ที่มีจำนวนน้อย เพื่อให้มาใช้บริการด้านบริหารเงินเพิ่มความมั่งคั่ง ซึ่งแบงก์ต่าง ๆ งัดทุกกลยุทธ์มาเติมเต็มบริการเพื่อมัดใจ “ไพรเวต” ให้มากที่สุด

และแบงก์กสิกรไทย เป็นอีกแบงก์ที่โหมโรงธุรกิจไพรเวตแบงกิ้งมาหลายปี ล่าสุดธนาคารมีมูลค่าสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร (AUM) อยู่ที่ 7.4 แสนล้านบาท ถือว่าติดอันดับต้น ๆ ของวงการแบงก์

“ปีนี้เราไม่ได้มีการตั้งเป้าหมายยอด AUM หรือจำนวนลูกค้าไว้ แต่อย่างน้อยเราคาดว่าจะเห็นฐานลูกค้าไพรเวตเพิ่มขึ้นได้ราว 1% จากฐานลูกค้าไพรเวตที่มีอยู่ราว 10,000 คนในปัจจุบัน” นายจิรวัฒน์ สุภรณ์ไพบูลย์ Private Business Group Head ธนาคารกสิกรไทย กล่าวถึงการปักธงไว้

แม้ว่าปัจจุบันนี้ การแข่งขันในธุรกิจไพรแวตแบงกิ้งเข้มข้น และแบงก์ก็ต้องมีการปรับกลยุทธ์ไม่หยุด เพื่อเป็นแรงส่งให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเรื่องการขยายฐานลูกค้าใหม่ ๆ เข้ามาในพอร์ต ซึ่งต้องมองหาตลาดใหม่ ๆ ก็พบว่ายังมีเศรษฐีจีนที่เข้ามาอยู่ในไทยกันมาก จนปัจจุบันมีจำนวน 10 ล้านคนแล้ว ล่าสุดธนาคารก็สามารถเจาะลูกค้าชาวจีน (ที่มีเงินฝากตั้งแต่ 50 ล้านบาทขึ้นไป) ได้เข้าพอร์ตแล้วจำนวน 50 ราย และลูกค้าจีนที่อยู่ในกลุ่มเดอะ วิสดอม (เงินฝากไม่ต่ำกว่า 10 ล้านบาท) อีกราว 1,400 ราย เมื่อรวมกันมีมูลค่า AUM ราว 1.25 หมื่นล้านบาท

นายจิรวัฒน์กล่าวว่า next step ที่จะไปของกสิกรไทยก็คือ การทำให้ลูกค้าวิสดอมเติบโตและพัฒนาขึ้นมาเป็นลูกค้าไพรเวตแบงกิ้งให้ได้ และการผลักดันให้ลูกค้าจีนแอ็กทีฟในการลงทุนมากขึ้น ทั้งการลงทุนที่ไม่ซับซ้อนและซับซ้อน

“ที่ผ่านมาเราก็เพิ่งไปโรดโชว์ในเซี่ยงไฮ้ มาเมื่อต้น มิ.ย.ที่ผ่านมา โดยร่วมมือกับสาขาของธนาคารในต่างประเทศคือ กสิกรฯ ไชน่า ทำให้เรามีลูกค้าไพรเวตในจีน ที่ตอบรับมาลงทุนในไทยราว 50-60 ราย”

ส่วนเหตุผลที่ได้รับความสนใจเข้ามาลงทุนในไทย เนื่องมาจากพื้นฐานประเทศไทยมีทั้งสาธารณูปโภคที่ดี สภาพแวดล้อมที่ดี ค่าแรงก็ไม่ต่างกับจีนมาก และอุปนิสัยของคนจีนชอบการค้า การลงทุน จึงเป็นโอกาสที่ธนาคารจะได้ลูกค้าจีนเข้ามาในพอร์ตอีกมากมาย

แม้วันนี้ธนาคารจะยังไม่ได้ตั้งเป้าหมายการเติบโตในส่วนของพอร์ตลูกค้าจีน แต่ก็ไม่น่ายากที่จะสร้างการเติบโตในแง่ของการสร้างยอด AUM กลุ่มลูกค้าจีนให้เพิ่มขึ้นไปได้อีกราว 1-2 หมื่นล้านบาท ในระยะเวลาอันใกล้นี้ นอกจากนี้ยังมีลูกค้าอีกกลุ่มที่ธนาคารกสิกรไทยสนใจ คือ ลูกค้าจาก สปป.ลาว ก็เริ่มมีอยู่ในกลุ่มลูกค้าวิสดอมแล้ว ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มลูกค้าเป้าหมายของธนาคารที่มีแผนกวาดลูกค้าในกลุ่มประเทศ CLMV (กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา และเวียดนาม)

นายจิรวัฒน์กล่าวว่า นอกจากเรื่องการขยายฐานลูกค้าใหม่แล้ว เรื่องการสร้างอัตราผลตอบแทนและกลยุทธ์การบริหารพอร์ตลงทุนก็ต้องทำควบคู่กันไปด้วย เพราะจะเป็นกลจักรสำคัญที่ทำให้ธุรกิจไพรเวตแบงกิ้ง สามารถเติบโตไปข้างหน้าและยืนแถวหน้าได้อย่างแข็งแกร่ง

โดยในส่วนของกลยุทธ์การลงทุน “ดร.แซมมี่ ชาร์” หัวหน้าทีมนักเศรษฐศาสตร์ จากลอมบาร์ด โอเดียร์ กล่าวถึงสถานการณ์ในปัจจุบันว่า เศรษฐกิจของโลกอยู่ในเกณฑ์ที่ดีมากโดยเฉพาะสหรัฐ ดังนั้นโอกาสในการลงทุน เชื่อว่ายังสามารถสร้างผลตอบแทนได้โดยเฉพาะตลาดหุ้นสหรัฐก็อยู่ในทิศทางขาขึ้นที่สามารถสร้างกำไรได้ต่อเนื่อง ส่วนพื้นฐานเศรษฐกิจไทยก็อยู่ในเกณฑ์ที่ดีเช่นกัน สะท้อนจากภาคการบริโภค การส่งออก การท่องเที่ยว หรือแม้แต่ทุนสำรองระหว่างประเทศที่อยู่ในเกณฑ์ดี รวมถึงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่อยู่ระดับ 1.50% ที่ยังสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจไทยได้เป็นอย่างดี

ส่วนข้อพิพาททางการค้าระหว่างสหรัฐและจีน ยังเป็นประเด็นสำคัญที่หลายฝ่ายจับตาสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เขามองว่าปัจจัยนี้ไม่น่ากระทบต่อเศรษฐกิจโลก เพราะเชื่อว่าการที่นายทรัมป์ ประธานาธิบดีของสหรัฐ พยายามตั้งกำแพงภาษีสินค้านำเข้าจากจีน เพราะต้องการเรียกคะแนนเสียงของ “ทรัมป์” จากประชาชน ก่อนที่จะมีการเลือกตั้งในกลางเทอมที่จะเกิดขึ้นในเดือน พ.ย.นี้

“ดังนั้นนักลงทุนควรมองข้ามความกังวลในเรื่องข้อพิพาทที่เกิดขึ้น และให้มองที่ปัจจัยพื้นฐานเป็นสำคัญ ซึ่งแนะนำเลือกการลงทุนในยุโรป เอเชีย และตลาดเกิดใหม่ที่พื้นฐานเศรษฐกิจเพิ่งฟื้นตัว และมีการเติบโตทั่วถึงในทุกภาคอุตสาหกรรม ดังนั้นนักลงทุนควรลงทุนทุก sector ได้แก่ หุ้นของประเทศที่พัฒนาแล้ว หุ้นของประเทศที่กำลังพัฒนา พันธบัตรรัฐบาลทั่วโลก หุ้นกู้เอกชนทั่วโลก และสินค้าโภคภัณฑ์ และควรจะทยอยลงทุน โดยมีหลักการ 3 ขั้นตอน คือ ขั้นแรก ตอนนี้สามารถลงทุนได้เลย ส่วนขั้นที่สอง คือ ลงทุนในช่วงที่นายทรัมป์แสดงออกอย่างหนักเกี่ยวกับการกีดกันทางการค้า ซึ่งอาจทำตลาดเกิดความผันผวน และขั้นที่สาม คือ ลงทุนในเดือน ต.ค. ก่อนที่จะมีการเลือกตั้งกลางเทอม” ดร.แซมมี่กล่าว

“ดร.แซมมี่” ยังมองว่า การลงทุนเพื่อให้มีความเสี่ยงที่ระดับต่ำนั้น นักลงทุนคงต้องอาศัยการบาลานซ์พอร์ต หากมีพอร์ต 100% ให้แบ่งเงินลงทุนสัดส่วน 20% ในแต่ละสินทรัพย์ที่น่าสนใจ เพื่อกระจายความเสี่ยง แต่อย่างไรก็ตาม เรื่องของการลงทุน ทางธนาคารจะมีทีมไพรเวตแบงก์ที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ และมีทีมงานอย่างลอมบาร์ดที่เชี่ยวชาญทุกด้านการลงทุนทั่วโลก จะมาช่วยให้การลงทุนเป็นเรื่องที่ไม่ยาก

Previous article“บิ๊กป้อม” เร่งแก้หนี้นอกระบบ เผยเคลียร์ได้แล้ว 5 หมื่นราย เหลืออีกกว่า 2 แสน
Next articleเล่นเพื่อชัยชนะเท่านั้น! “เนย์มาร์” ไม่แคร์เสียงวิจารณ์ โดนจวกโอเวอร์แอคติ้ง