บาทอ่อนค่าตามภูมิภาค หลังสงครามการค้าทวีความรุนแรง

ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพ รายงานว่า ภาวะการเคลื่อนไหวตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันพฤหัสบดีที่ 12 กรกฎาคม 2561 ค่าเงินบาทเปิดตลาดที่ระดับ 33.34/36 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ปรับตัวอ่อนค่าจากระดับปิดตลาดในวันพุธ (11/7) ที่ระดับย 33.29/31 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ โดยค่าเงินดอลลาร์สหรัฐได้ปรับตัวแข็งค่าขึ้นหลังจากกระทรวงแรงงานสหรัฐ ได้เปิดเผยดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ประจำเดือนมิถุนายนออกมาเพิ่มขึ้น 0.3% สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะเพิ่มขึ้นที่ 0.2% และเมื่อเทียบเป็นรายปี ดัชนี PPI ได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 3.4% ซึ่งเป็นการปรับตัวขึ้นสูงที่สุดนับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2554 โดยจากการปรับตัวของดัชนี ดังกล่าวนั้น ส่งผลนักลงทุนต่างคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐ จะยังสามารถปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีก 2 ครั้ง ในช่วงระยะเวลาที่เหลือของปีนี้ อีกทั้งเมื่อคืนที่ผ่านมาประธานเฟด สาขาชิคาโก ก็ได้แสดงความคิดเห็นกับหนังสือพิมพ์ The Wall Street Jomal ว่าตนนั้นมีความเห็นพ้องกับการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาครกลางสหรัฐ อีก 1 หรือ 2 ครั้งในปีนี้ เนื่องจากปัจจุบันเศรษฐกิจสหรัฐกำลังขยายตัวอย่างแข็งแกร่ง และไม่เป็นที่น่ากังวลกับปัญหาภาคธุรกิจและการบริโภคหากระดับภาระดอกเบี้ยที่กู้ยืมนั้นปรับตัวสูงขึ้น ถึงแม้จะมีความเสี่ยงที่เกิดจากนโยบายด้านการค้าระหว่างประเทศที่อาจจะทำให้เกิดการชะลอตัวในภาคการลงทุนก็ตาม แต่ทั้งนี้นักลงทุนยังคงจับตาดูมาตรการตอบโต้ของจีน หลังจากที่รัฐบาลสหรัฐได้ประกาศเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนในอัตรา 10% มูลค่ากว่า 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยคาดว่ามาตรการภาษีของสหรัฐดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้ในเดือนกันยายนนี้

สำหรับปัจจัยภายในประเทศ นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ได้เปิดเผยว่าในช่วงที่ผ่านมาว่า ธนาคารแห่งประเทศไทยได้มีการเข้ามาดูแลค่าเงินบาทเพื่อไม่ให้เปลี่ยนอย่างรวดเร็ว ซึ่งเห็นได้จากการลดลงของทุนสำรองระหว่างประเทศ แต่ทั้งนี้ยังต้องระวังในการเปลี่ยนแปลงของมูลค่าของทุนสำรองอยู่บ้าง เนื่องจากทุนสำรองระหว่างประเทศนั้นไม่ได้อยู่ในรูปของสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ เพียงอย่างเดียวแต่ยังมีหลายสกุลเงินทางธนาคารประเทศไทยได้คงสำรองไว้อยู่ อีกทั้งยังได้แสดงความคิดเห็นต่อสถานการณ์ตึงเครียดของสงครามการค้าระหว่างสหรัฐ กับจีน ว่าเป็นเรื่องที่ธนาคารแห่งประเทศไทยต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เนื่องจากอาจจะกระทบกับหลายประเทศรวมทั้งประเทศไทย โดยถึงแม้ว่าไทยจะไม่ใช้ประเทศเป้าหมายหลักของสหรัฐก็ตาม แต่อาจจะได้รับผลกระทบที่มากับห่วงโซ่อุปทาน เนื่องจากประเทศไทยมีการส่งผลวัตถุดิบและสินค้าขั้นกลางให้แก่จีนเพื่อนำผลิตเป็นสินค้าขั้นปลายที่เป็นสินค้าเป้าหมายของมาตรการภาษีดังกล่าว ทั้งนี้ในระหว่างวันค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในช่วงระหว่าง 33.20-33.36 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ก่อนปิดตลาดที่ระดับ 33.26/28 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ


สำหรับค่าเงินยูโรวันนี้ (12/7) เปิดตลาดที่ระดับ 1.1672/74 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ปรับตัวอ่อนค่าจากราคาปิดตลาดในวันพุธ (11/7) ที่ระดับ 1.1708/11 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร เนื่องจากที่ดอลลาร์สหรัฐได้ปรับตัวแข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งวันนี้ได้มีการเปิดเผยตัวเลขดัชนีราคาผู้บริโภคของเยอรมนีประจำเดือนมิถุนายนอยู่ที่ระดับ 0.1% ตามที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ และดัชนีราคาผู้บริโภคของฝรั่งเศสประจำเดือนมิถุนายนอยู่ที่ระดับ 0.0% ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ว่าจะอยู่ที่ระดับ 0.1% ทั้งนี้ในระหว่างวันค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในช่วงระหว่าง 1.1667-1.1693 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ก่อนปิดตลาดที่ระดับ 1.1673/75 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร

ในส่วนของค่าเงินเยนวันนี้ (12/7) เปิดตลาดที่ระดับ 112.48/49 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ปรับตัวอ่อนค่าตามค่าเงินภูมิภาคจากราคาปิดตลาดในวันพุธ (11/7) ที่ระดับ 111.18/20 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ทั้งนี้ในระหว่างวันค่าเงิน
เยนเคลื่อนไหวอยู่ในช่วงระหว่าง 111.89-112.45 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ก่อนปิดตลาดที่ระดับ 112.44/47 เยน/
ดอลลาร์สหรัฐ

ข้อมูลทางเศรษฐกิจที่สำคัญที่ต้องจับตาดูในสัปดาห์นี้ได้แก่ ดัชนีราคาผู้บริโภคของสหรัฐ (12/7) จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงานรายสัปดาห์ (12/7) การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) เดือนมิถุนายน, ดุลการค้าของญี่ปุ่น (13/7)

สำหรับอัตราป้องกันความเสี่ยง (Swap point) ภาคเช้า 1 เดือนในประเทศอยู่ที่ -2.75/-2.3 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ และอัตราป้องกันความเสี่ยง (Swap point) ภาคเช้า 1 เดือนต่างประเทศอยู่ที่ -1.25/-0.75 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ