ต้นปีค่าบาทแข็ง 4% ต่างชาติเมินหุ้น ซุ่มพักเงินในบอนด์ไทย

ต้นปีเงินบาทแข็งค่า 4.2% ล่าสุดทะลุ 32 บาท/ดอลลาร์ ตลาดตีความเฟดชะลอขึ้นดอกเบี้ยปี62 กดดอลลาร์อ่อนค่า ฟันด์โฟลว์โยกหาสินทรัพย์เสี่ยงหนุนดัชนีหุ้นสหรัฐ-เอเชียเด้ง รวมถึงไทย ฟันด์โฟลว์เมินหุ้นไทย ซุ่มพักเงินในบอนด์ไทย

 

ค่าเงินบาท:ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ต้นปี 2562 ค่าเงินบาทเปิดตลาดที่ 33.4 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ และเมื่อวันที่ 7 ม.ค.ที่ผ่านมา ปิดตลาดอยู่ที่ 31.98/32 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งปรับตัวแข็งขึ้นราว 4.2% จากที่เปิดตลาด

นางสาวกาญจนา โชคไพศาลศิลป์ ผู้บริหารงานวิจัย ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เปิดเผยว่า จากทิศทางของค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นในช่วงต้นปี 2562 เป็นผลมาจากที่ตลาดให้น้ำหนักกับคำพูดของนายเจอโรม พาวเวลล์ ประธานธนาคารกลางของสหรัฐ (เฟด) ที่ได้กล่าวถึง “เฟดที่ต้องอดทนต่อการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย” ซึ่งทำให้ตีความว่า แนวโน้มเฟดจะชะลอการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย

อย่างไรก็ตาม ตลาดคงเตรียมใจไว้แล้วเรื่องจังหวะการขึ้นดอกเบี้ยที่ช้าลงของปีนี้ ทำให้เป็นปัจจัยหนุนให้นักลงทุนหันมาถือสินทรัพย์เสี่ยงมากขึ้น ส่งผลให้ตลาดหุ้นสหรัฐปรับตัวเพิ่มขึ้น และตลาดหุ้นเอเชียก็ได้รับอานิสงส์เช่นกัน และค่าเงินในเอเชียก็แข็งค่าขึ้นหลังจากที่ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าลง


“ภาพที่เห็นคือจากคำพูดนายเจอโรม พาวเวลล์ จะส่งผลให้เกิดทิศทางการคาดการณ์การขึ้นดอกเบี้ยปีนี้ จากนั้นการถือครองสินทรัพย์เสี่ยงจะขยับเพิ่มขึ้น และตลาดหุ้นและค่าเงินในเอเชียก็เพิ่มขึ้นตาม” นางสาวกาญจนากล่าว

อย่างไรก็ตาม ทิศทางเงินลงทุนต่างชาติที่เข้ามาในไทยทั้งตลาดตราสารหนี้ (บอนด์) และหุ้น ยังไม่เห็นแน่ชัดนักในปัจจุบัน เพราะดูเหมือนเป็นการซื้อขายตามปกติ เนื่องจากยังเข้ามาซื้อในบอนด์บ้าง แต่หุ้นมีการซื้อที่ไม่มากนัก เนื่องจากยังมีความไม่แน่นอนของตลาดในหลายปัจจัย เช่น การเจรจาของสหรัฐและจีนที่ยังไม่ชัดเจน และการชัตดาวน์ของหน่วยงานรัฐบาลสหรัฐ

นายนริศ สถาผลเดชา ผู้บริหารศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจธนาคารทหารไทย (TMB ) เปิดเผยว่า จากแถลงการณ์ของประธานเฟดสะท้อนให้เห็นท่าทีที่ผ่อนคลายขึ้นจากการขึ้นดอกเบี้ยปีนี้ ซึ่งจะก่อให้เกิดอานิสงส์แก่ตลาดเกิดใหม่ ในส่วนของไทยได้มีเงินไหลเข้าพันธบัตรรัฐบาลไทยระยะสั้นมากขึ้น และคิดว่าอาจจะยังไหลเข้ามาอีก เนื่องจากมีปัจจัยทั้งเฟดอาจขึ้นดอกเบี้ยไม่มาก และส่วนต่างผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาลไทยและสหรัฐไม่ได้มีมากแล้ว นอกจากนี้ยังได้มีการปรับขึ้นของผลตอบแทนในพันธบัตรรัฐบาลตามการขึ้นดอกเบี้ยของ กนง.ด้วย ทำให้นักลงทุนต่างชาติเริ่มเกิดความสนใจในพันธบัตรรัฐบาลไทยมากขึ้น

นายศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการหัวหน้าสายงานวางแผนกลยุทธ์องค์กร ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ปัจจุบันแม้เงินทุนต่างชาติ (ฟันด์โฟลว์) จะไหลออกจากตลาดหุ้นไทยค่อนข้างมาก แต่ก็พบว่าเงินยังคงไหลเข้าตลาดบอนด์ ในจำนวนที่ใกล้เคียงกัน สะท้อนว่านักลงทุนเชื่อมั่นเศรษฐกิจไทยยังดีอยู่

“ช่วงนี้ระยะสั้น ๆ ดูเหมือนบรรยากาศการเจรจาสงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับจีนเริ่มมีโอกาสตกลงกันได้ ทำให้มีความเป็นไปได้ว่านักลงทุนจะเริ่มหันมาถือครองสินทรัพย์เสี่ยงมากขึ้น อย่างเมื่อเช้า (วันที่ 7 ม.ค. 62) ตลาดหุ้นทั้งเอเชียทะยานขึ้นมาปิดบวก ขณะที่ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าลงมาเช่นเดียวกับราคาทองคำในตลาดโลก” นายศรพลกล่าว

นายยรรยง ไทยเจริญ รองผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสูงสุด ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (EIC) ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า ค่าเงินบาทปีนี้มีทิศทางแข็งค่าขึ้นเล็กน้อย จากปัจจัยหลักที่ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐปรับอ่อนค่าจากแนวโน้มการชะลอการขึ้นดอกเบี้ยของเฟด และเศรษฐกิจที่ชะลอตัวด้วย นอกจากนี้ยังมีสงครามการค้าที่คาดว่าจะตกลงกันได้ในครึ่งปีหลัง และการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยที่ยังทรงตัวระดับสูง โดยปีนี้กรอบค่าเงินบาทจะอยู่ที่ 31.5-32.5 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ

“ค่าเงินบาทปีที่แล้ว แข็งค่าที่ 0.8% ซึ่งสวนทางกับค่าเงินประเทศคู่ค้าที่อ่อนค่าลง แต่ปีนี้ ค่าเงินบาทมีโอกาสจะอ่อนค่าลงได้ หากสงครามการค้ามีความรุนแรงมากขึ้น หรือปัจจัยการเมืองของไทยกระทบต่อความเชื่อมั่นนักลงทุน” นายยรรยงกล่าว

สำหรับเงินไหลเข้าอาจมาลงพันธบัตรรัฐบาลที่มีความน่าสนใจ เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงค่าเงินที่ไม่อ่อนค่า และความปลอดภัยในเชิงอันดับความน่าเชื่อถือที่ดีที่ไทยยังเป็น safe heaven แต่ปัจจัยที่ทำให้เงินไหลเข้าพันธบัตรรัฐบาลไทยไม่มากเท่ากับปีที่แล้ว เพราะปีที่แล้วสัดส่วนการลงทุนของต่างชาติในพันธบัตรไทยค่อนข้างสูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต ทั้งยังมีผลตอบแทน (return) ที่อาจจะน้อยกว่าประเทศอื่นในภูมิภาค

“คนเข้าลงทุนจะสนใจหลัก ๆ เรื่อง ผลตอบแทนก็คือเรื่องดอกเบี้ย และค่าเงิน ซึ่งโอกาสที่ค่าเงินจะอ่อนมาก ๆ ไม่ค่อยมี ส่วนผลตอบแทนก็ไม่ได้ดึงดูดมาก ถ้าเทียบกับประเทศรอบ ๆ ไทยที่ดอกเบี้ยสูง เช่น อินโดนีเซีย ที่ดอกเบี้ยสูงและค่าเงินปีที่แล้วอ่อนค่ามาก ดังนั้น นักลงทุนบางส่วนอาจสนใจที่จะไปลงทุนตรงนั้น” นายยรรยงกล่าว

 

ไม่พลาดข่าวสารเศรษฐกิจ เจาะลึกทุกประเด็นทั้งภาครัฐ-เอกชน เพิ่มเราเป็นเพื่อนที่ Line ได้เลย พิมพ์ @prachachat หรือ คลิกลิงก์ https://line.me/R/ti/p/@prachachat

หรือจะสแกน QR Code ในรูป เราพร้อมเสิร์ฟข่าวเศรษฐกิจ-ธุรกิจถึงมือผู้อ่านทันที!

Previous articleราคาน้ำมันดิบพุ่งต่อ หลังการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐ-จีนมีทิศทางที่ดี
Next articleบัญชีกลางดีเดย์รับสมัครร้านค้าเข้าร่วม “แต๊ะเอียช่วยชาติ”