ต้นปีบาทแข็งกดราคาทองไทยวูบ สวนทิศตลาดโลกดีดขึ้น-แรงซื้อรับตรุษจีน

เปิดต้นปีแค่ครึ่งเดือน ราคาทองไทยร่วงลงบาทละ 100 บาท สะดุดตอ “เงินบาทแข็ง” ด้านทองโลกวิ่งขึ้น อานิสงส์สงครามการค้ายืดเยื้อ-เฟดชะลอขึ้นดอกเบี้ยเหลือ 1-2 ครั้ง ฝั่ง “วายแอลจี” ชี้ค่าบาทแข็งทุก 10 สต. ฉุดราคาทอง 60 บาท คาดปีนี้ราคาทองไทยสูงสุดบาทละ 21,000 บาท และต่ำสุด 18,000 บาท ฝั่ง “ฮั่วเซ่งเฮง” ชี้ช่วงสั้นทองโลกแตะ 1,300 จุด รับ “ช่วงตรุษจีน”

นางพวรรณ์ นววัฒนทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน อินเตอร์เนชั่นแนล (YLG) เปิดเผย”ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ตั้งแต่เปิดต้นปี 2562 จนถึงกลางเดือน ม.ค.นี้ ราคาทองคำในไทยปรับตัวลดลงสวนทองในตลาดโลกที่ปรับตัวขึ้น ซึ่งเป็นผลจากค่าเงินบาทแข็งขึ้นราว 1.1%

โดยต้นปี ราคาทองในไทยเปิดตลาดอยู่ที่บาทละ 19,650 บาท ลงมาอยู่ที่ 19,550 บาท ลดลงราว 100 บาท หรือ 1.1% ขณะที่ราคาทองโลกเปิดตลาด 1,278 เหรียญสหรัฐ/ออนซ์ ปรับขึ้นไปอยู่ที่ 1,290 เหรียญสหรัฐ/ออนซ์ในปัจจุบัน หรือเพิ่มขึ้น 1.1%

“ค่าเงินบาทแข็งขึ้นทุก 10 สตางค์ จะส่งผลให้ราคาทองลดลง 60-65 บาท ตอนนี้คนเล่นทองเหลือน้อยลงแล้ว จะมีพวกมือโปรที่สามารถหาโอกาสทำกำไรได้ไม่ว่าทองจะขาขึ้นหรือขาลง พวกนี้จะดูเทคนิคอลเก่ง สถานการณ์ตอนนี้ต่างจากช่วงทองขาขึ้นก่อนหน้านั้น จะเห็นคนจากเกือบทุกกลุ่มอาชีพเข้ามาเล่นเก็งกำไรทองกันมาก” นางพวรรณ์ กล่าว

สำหรับทิศทางราคาทองคำในตลาดโลกปีนี้ คาดว่ามีสัญญาณดีขึ้น เนื่องจากประเด็นข้อขัดแย้งระหว่างรัฐบาลสหรัฐและจีน ส่งผลให้เงินดอลลาร์อ่อนค่าลง ช่วยหนุนให้ราคาทองคำปรับตัวสูงขึ้น รวมถึงปัจจัยเสี่ยงในยุโรป เช่น Brexit นอกจากนี้ยังมีเรื่องดอกเบี้ยเฟดที่ตลาดคาดปรับขึ้นเพียง 1 ครั้ง เนื่องจากเศรษฐกิจสหรัฐไม่ดีเท่าที่ควร

ส่วนปัจจัยเชิงเทคนิค สะท้อนราคาทองคำมีแนวโน้มไม่แตกต่างจากปี 2561 ที่ผ่านมา โดยปีนี้ราคาทองโลกจะเคลื่อนไหวใกล้เคียงกับปี 2561 โดยคาดราคาสูงสุดไว้ที่ 1,366 ดอลลาร์/ออนซ์ แต่หากมีปัจจัยหนุนอื่นเข้ามาพร้อมกัน อาจเห็นราคาทองคำปรับเพิ่มขึ้นไปแตะที่ 1,400 ดอลลาร์/ออนซ์ได้

“ปีนี้เราประเมินว่า ราคาทองคำสูงสุดจะอยู่ในช่วงไตรมาส 1 และ 2 คล้ายปีที่แล้ว เนื่องจากข้อพิพาททางการค้าระหว่างสหรัฐกับจีนที่ยังคงอยู่ และถึงแม้สามารถยุติลงได้ แต่สหรัฐมีการนำเงินงบประมาณไปใช้จ่าย รวมถึงมีรายได้จากการเก็บภาษีลดลง จะส่งผลให้เม็ดเงินในตลาดน้อยลงไปด้วย นักวิเคราะห์ต่างก็ประเมินว่า ในระยะยาวสหรัฐอาจเกิดวิกฤตด้านการเงิน ปัจจัยต่าง ๆ เหล่านี้จะหนุนให้ราคาทองคำมีโอกาสขึ้นได้” นางพวรรณ์กล่าว

อย่างไรก็ตาม ในไตรมาส 3 ของทุกปี โดยปกติจะมีปริมาณการซื้อขายค่อนข้างต่ำ และเป็นช่วงโลว์ซีซั่น เนื่องจากเป็นช่วงหยุดยาวในสหรัฐและยุโรป จึงอาจจะเห็นราคาทองโลกปรับลดลงมาแตะต่ำสุดที่บริเวณ 1,160-1,180 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เท่ากับจุดต่ำสุดเดิมในปีที่แล้ว จึงแนะนำเข้า “ซื้อสะสม” ส่วนไตรมาสสุดท้ายหากค่าเงินดอลลาร์อ่อนตัวลง ก็มีโอกาสที่ราคาทองคำโลกอาจขึ้นไปทดสอบจุดสูงสุดได้อีกครั้งหนึ่ง

ส่วนราคาทองคำของไทยในปีนี้ นางพวรรณ์กล่าวว่า ขึ้นกับปัจจัยค่าเงินบาทควบคู่ไปกับจังหวะของราคาทองโลกที่ปรับขึ้นด้วย รวมถึงค่าเงินดอลลาร์ และนโยบายการเงินของไทย โดยปีนี้ประเมินว่า ราคาทองในไทยจะปรับขึ้นไปทดสอบบริเวณบาทละ 20,000-21,000 บาทต่อบาททองคำได้ และแนวรับ 18,000 บาท ปัจจุบันค่าเงินบาทแข็งขึ้นมาที่ 31.83 บาท/ดอลลาร์ (15 ม.ค.) หากค่าเงินบาทที่ 30 บาทต้น ๆ เป็นช่วงจังหวะที่ดีที่จะเข้าทยอย “ซื้อสะสม”

นายธนรัชต์ พสวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มฮั่วเซ่งเฮง เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า แนวโน้มราคาทองคำโลกในปีนี้ เคลื่อนไหวได้คึกคักกว่าปีที่แล้ว เนื่องจากปีที่แล้วเจอการปรับขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ติดต่อกันถึง 4 ครั้ง ซึ่งกดดันการขยับขึ้นของราคาทองโลก แต่ปีนี้มีโอกาสที่เฟดชะลอการปรับขึ้นดอกเบี้ยเหลือเพียง 1-2 ครั้งเท่านั้น และยังมีอีกปัจจัยหลักเรื่องสงครามการค้าสหรัฐ-จีนที่ยืดเยื้อ ซึ่งนอกจาก 2 ปัจจัยหลักนี้แล้ว ยังมีปัจจัยย่อย ๆ ระหว่างปีนี้ที่จะเกิดขึ้น เช่น ความไม่แน่นอนของการเมืองโลก อย่าง Brexit (อังกฤษจะออกจากสหภาพยุโรป) ความต้องการทองคำของประเทศแถบเอเชีย ก็จะทำให้ทองคำกลับมาเป็นสินทรัพย์ที่น่าสนใจอีกครั้ง

โดยประเมินเชิงเทคนิคในปีนี้ ราคาทองคำคาดว่าจะขึ้นไปสูงสุดได้ที่ระดับ 1,375 เหรียญสหรัฐ/ออนซ์ หรือเทียบเท่าราคาทองคำในไทยที่บาทละ 20,750 บาท ส่วนระดับต่ำสุดอยู่ที่ 1,200 เหรียญสหรัฐ/ออนซ์ หรือเทียบเท่าราคาทองในไทยบาทละ 18,600 บาท

“จาก 2 ปัจจัยหลักที่จะมีผลต่อราคาทองคำปรับตัวลักษณะขาขึ้น แต่อาจไม่ได้ปรับแรงมาก แต่ในระยะสั้นนี้ก็มีแรงซื้อช่วงเทศกาลตรุษจีน ที่อาจทำให้ราคาทองขยับขึ้นได้ ซึ่งขณะนี้ก็ขึ้นมาแถว ๆ 1,293 เหรียญสหรัฐ/ออนซ์ (14 ม.ค. 62) ถือว่าโอเค ซึ่งลุ้นว่าจะขึ้นไปแตะ 1,300 เหรียญสหรัฐ ในไตรมาสแรกนี้ หลังจากที่เมื่อปลายปีที่แล้วช่วงคริสต์มาส ได้ขึ้นไปแตะปลาย ๆ 1,290 เหรียญสหรัฐ/ออนซ์ ส่วนคำแนะนำ ถ้าราคาทองโลกปรับฐานลงมา ก็ให้ซื้อเก็บได้ที่ระดับ 1,270 เหรียญสหรัฐ/ออนซ์ กับ 1,250 เหรียญสหรัฐ/ออนซ์ เพราะเราคาดปีนี้ทิศทางทองขาขึ้น แต่คงแกว่งไม่มาก” นายธนรัชต์กล่าว

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของราคาทองคำในไทย เนื่องจากค่าเงินบาทที่แข็งขึ้นตั้งแต่ต้นปีนี้ ก็เป็นเหตุให้ราคาทองในไทยไม่ค่อยตื่นเต้นนัก ซึ่งเห็นสัญญาณการชะลอซื้อทองแท่งมาตั้งแต่เดือน ธ.ค. 61 จนถึงขณะนี้แล้ว ซึ่งก็รอลุ้นอยู่ว่าจนถึงวันตรุษจีนจะมีการซื้อขายมากหรือน้อยอย่างไร สถานการณ์ตอนนี้จะต่างจากภาวะปกติที่จะเห็นซื้อทองแท่งกันตั้งแต่เดือน พ.ย.ของทุกปี ต่อเนื่องถึงเทศกาลตรุษจีน

“ก็หวังว่าช่วงที่ค่าเงินบาทแข็ง จะดึงดูดให้คนเข้ามาซื้อทอง (ไทย) สะสม หากมีจังหวะที่ราคาทองปรับขึ้น ก็จะสามารถขายทำกำไรได้” นายธนรัชต์กล่าว

 

ไม่พลาดข่าวสารเศรษฐกิจ เจาะลึกทุกประเด็นทั้งภาครัฐ-เอกชน เพิ่มเราเป็นเพื่อนที่ Line ได้เลย พิมพ์ @prachachat หรือ คลิกลิงก์ https://line.me/R/ti/p/@prachachat

หรือจะสแกน QR Code ในรูป เราพร้อมเสิร์ฟข่าวเศรษฐกิจ-ธุรกิจถึงมือผู้อ่านทันที!

Previous articleดีลมหากาพย์ TMB-ธนชาต ชี้ชะตาควบรวม รอด-ล่ม ?
Next articleเทรนด์ซูเปอร์ไซซ์-วอลเปเปอร์กระเบื้อง “แกรนด์โฮม”ขยับแผนลงทุนลุย 10 สาขาใหม่เจาะ EEC