“ซิตี้แบงก์” คาดเศรษฐกิจโลกปี’62 โตชะลอ 3.1%

ธนาคารซิตี้แบงก์ ประเทศไทย คาดเศรษฐกิจโลกปี’62 เติบโตชะลอลงที่ 3.1% เชื่อวัฏจักรเศรษฐกิจโลกยังเป็นขาขึ้น ฟากไทยโตชะลอลงที่ 4.0% – พร้อมเปิดตัวพาร์ทเนอร์ใหม่ “ฟิเดลลิตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล” เสนอ 5 กองทุนรวมคุณภาพสูงแก่ลูกค้าซิตี้แบงก์

ธนาคารซิตี้แบงก์ ประเทศไทย เผยผลการวิเคราะห์เศรษฐกิจโลกปี 2562 ชี้เศรษฐกิจโลกชะลอตัวเล็กน้อยที่ 3.1% จากผลกระทบจากสถานการณ์โลก และความผันผวนตลอดปี สำหรับภาพรวมตลาดการลงทุนปี 2562 คาดการณ์อัตราเติบโตของผลกำไรทั่วโลกที่ 9.7% ตลาดเกิดใหม่ยังคงน่าจับตา และมีแนวโน้มเติบโตเพิ่มขึ้น 4.5% โดยแนะนำให้น้ำหนักการลงทุนในตลาดเกิดใหม่ ภูมิภาคเอเชีย และยุโรป ไม่รวมสหราชอาณาจักร รวมถึงยังคงมีมุมมองบวกต่อหุ้นวัฎจักรในกลุ่มเทคโนโลยี กลุ่มอุตสาหกรรมสุขภาพ และกลุ่มวัสดุการผลิต พร้อมแนะนำการลงทุนควรปรับสมดุล และกระจายพอร์ตการลงทุนในกองทุนผสม เพื่อรักษาผลประโยชน์ในแนวโน้มระยะยาวท่ามกลางสภาวะผันผวน นอกจากนี้ นักวิเคราะห์ซิตี้ ยังแนะนำให้นักลงทุนเฝ้าติดตามอย่างใกล้ชิดในประเด็นสำคัญ อาทิ ความไม่แน่นอนด้านการเมืองในแต่ละภูมิภาค สงครามการค้า และความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงตึงเครียด นโยบายดอกเบี้ย และการปรับตัวของค่าเงินทั่วโลก ฯลฯ

นายดอน จรรย์ศุภรินทร์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ฝ่ายบุคคลธนกิจ ธนาคารซิตี้แบงก์ ประเทศไทย เปิดเผยว่า นักวิเคราะห์ซิตี้ คาดเศรษฐกิจโลกปี 2562 ชะลอตัวเล็กน้อยที่ 3.1% โดยยังคงเชื่อว่าวัฐจักรเศรษฐกิจยังคงเป็นขาขึ้นอยู่ แม้ว่าจะอยู่ในช่วงปลายก็ตาม และคาดการณ์อัตราเติบโตของผลกำไรทั่วโลกในปี 2562 ที่ 9.7% ด้วยปัจจัยด้านบวกจากหลายภูมิภาคทั่วโลก ทั้งนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ และการลงทุน รวมทั้งการจ้างงานที่เพิ่มขึ้นในประเทศสหรัฐอเมริกา อุปสงค์ภายในประเทศของภูมิภาคยุโรป ที่เติบโตอย่างแข็งแกร่ง และแผนนโยบายการคลังของประเทศจีน สำหรับด้านตลาดเกิดใหม่มีแนวโน้มเติบโตอยู่ที่ 4.5% ในปี 2562 และ 4.6% ในปี 2563 ในขณะที่ตลาดพัฒนาแล้ว มีแนวโน้มชะลอตัวเล็กน้อย แต่ยังเติบโตอยู่ที่ 2.0% และ 1.7% ตามลำดับ ส่วนเศรษฐกิจไทยปี 2562 คาดว่าจะเติบโตชะลอตัวลงเช่นกันที่ 4% หลังการเมืองในประเทศมีความชัดเจน และพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่ดี รวมถึง มูลค่าหุ้น (Valuation) อยู่ในระดับที่น่าสนใจ กล่าวคือ มูลค่าไม่สูงเกินไป และยังมีโอกาสเติบโตได้

นายดอน เสริมว่า ในด้านค่าเงินมีข้อมูลที่น่าสนใจคือ ค่าเงินดอลล่าสหรัฐฯ กำลังมีแนวโน้มอ่อนตัวลง ปัจจัยมาจากนโยบายกระตุ้นทางการเงินที่เริ่มลดลงในช่วงปลายการบริหารของรัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ส่วนแนวโน้มค่าบาทไทย มีโอกาสแข็งค่ากรอบการเคลื่อนไหว 32.70 – 33.00 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ

สำหรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายในปี 2562 คาดว่า ธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา (FED) ยังคงปรับลดงบดุล และมีแนวโน้มขึ้นอัตราดอกเบี้ยช้าลง โดยจะมีการปรับตัวขึ้น 2 ครั้ง ในเดือนมิถุนายน และกันยายน 2562 ตามลำดับ ส่วนธนาคารกลางยุโรป (ECB) และญี่ปุ่น (BoJ) ยังคงอัตราดอกเบี้ย ภายใต้นโยบายการเงินที่เข้มงวด

อย่างไรก็ดี นักวิเคราะห์ซิตี้ คาดว่าการลงทุนปี 2562 ยังคงมีความท้าทายสูง และแนะนำให้นักลงทุนเฝ้าติดตามอย่างใกล้ชิด สำหรับปัจจัยเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น ได้แก่ ความไม่แน่นอนด้านการเมืองในแต่ละภูมิภาค สงครามการค้า และความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงตึงเครียด ซึ่งแม้ว่าที่ผ่านมา ปัจจัยเสี่ยงดังกล่าวจะไม่ได้ก่อให้เกิดแรงเทขายในตลาดต่อเนื่อง แต่ก็คาดการณ์ว่าอัตราการลงทุนทั่วโลกมีแนวโน้มชะลอลง

สำหรับการลงทุน นักวิเคราะห์ซิตี้ แนะนำให้กระจายการลงทุนไปในสินทรัพย์หลากหลายภูมิภาค โดยให้น้ำหนักการลงทุนไปที่ตราสารทุนในภูมิภาคตลาดเกิดใหม่ โดยเฉพาะในเอเชีย และยุโรป ไม่รวมสหราชอาณาจักร โดยกลุ่มหุ้นวัฏจักรที่มีมุมมองบวก ได้แก่ กลุ่มเทคโนโลยี กลุ่มสุขภาพ และกลุ่มวัสดุการผลิต นอกจากนี้ยังแนะนำการลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือก (Alternative investment) และกองทุนรวมผสม (Multi-Asset) เพื่อกระจายความเสี่ยงของพอร์ตโฟลิโอ ด้านตราสารหนี้ ซิตี้ให้น้ำหนักการลงทุนไปในตราสารหนี้เอกชนสหรัฐฯ ที่จัดอยู่ในระดับน่าลงทุน (US Investment Grade) และตราสารหนี้ไฮยิลด์สหรัฐฯ ที่ให้ผลตอบแทนสูง (High-Yield Bond)

“นักวิเคราะห์ซิตี้ ยังคงมีมุมมองบวกต่อหุ้นวัฎจักรในกลุ่มเทคโนโลยี กลุ่มอุตสาหกรรมสุขภาพ และกลุ่มวัสดุการผลิต สำหรับตลาดเทคโนโลยี มีสัดส่วนสูงถึงประมาณ 20% ของมูลค่าการลงทุนรวม และคาดว่าจะมีอัตราเติบโตเฉลี่ยสะสมที่ 11% ต่อปี ด้านตลาดอุตสาหกรรมสุขภาพ ยังคงได้แรงหนุนจากสภาพสังคมที่เดินหน้าเข้าสู่ยุคผู้สูงวัย ซึ่งดันให้มีอัตราการเติบโตเฉลี่ยสะสม ราว 6 – 8% และมีสัดส่วนการลงทุน 15% ของตลาดโดยรวม และตลาดวัสดุการผลิตที่ยังอยู่ในวัฎจักรขาขึ้น ซึ่งมีแนวโน้มเติบโตเฉลี่ยทะลุ 5.5%”

ทั้งนี้ ซิตี้แบงก์ ร่วมกับ “ฟิเดลลิตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล” พาร์ทเนอร์บริษัทจัดการกองทุนระดับโลก ได้เปิดตัว 5 กองทุนโดดเด่นจากฟิเดลลิตี้ เพื่อเพิ่มทางเลือกในการกระจายการลงทุนอย่างมีประสิทธิภาพในหลายหลายสินทรัพย์และภูมิภาค นอกจากนี้ ด้วยนวัตกรรมในการวางแผนความมั่งคั่งที่ให้บริการแก่ลูกค้าซิตี้โกลด์อย่าง “โทเทิล เวลท์ แอดไวเซอร์” (Total Wealth Advisor) จะช่วยให้ลูกค้าเห็นภาพรวมพอร์ทการลงทุน รวมถึงดัชนี้ชี้วัดกระจายความเสี่ยง ซึ่งจะช่วยให้มั่นใจได้ว่าการลงทุนมีการกระจายความเสี่ยงอย่างเหมาะสม บริหารโดยผู้จัดการกองทุนที่มีความรู้ และประสบการณ์ระดับโลก นายดอน กล่าวทิ้งท้าย

นายวิลดอน โก Wholesale Director ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ฟิเดลิตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล กล่าวว่า 5 กองทุนที่เปิดตัวทั้งหมด เป็นกองทุนรวมคุณภาพสูง ที่มีผลการดำเนินงานโดดเด่นในกลุ่มประเภทกองทุนเดียวกัน ซึ่งกลยุทธ์เหล่านี้ตรงกับทิศทางการลงทุนของซิตี้ในปี 2562 ได้แก่
1. “Fidelity Funds – Global Dividend Fund” เน้นการลงทุนในตราสารทุนที่มีรายได้ดีทั่วโลก โดยเน้นหุ้นกลุ่มปันผลที่มีศักยภาพในการเติบโตสูง

2. “Fidelity Funds – Emerging Markets Fund” เน้นการลงทุนในตราสารทุนของตลาดเกิดใหม่ ในภูมิภาคที่มีการเติบโต อาทิ ละตินอเมริกา เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แอฟริกา ยุโรป และตะวันออกกลาง

3. “Fidelity Funds – Asian High Yield Fund” เน้นลงทุนในตราสารหนี้ไฮยิลด์ ในภูมิภาคเอเชีย

4. “Fidelity Funds – China High Yield Fund” เน้นลงทุนในตราสารหนี้ไฮยิลด์ ในประเทศจีน รวมถึงฮ่องกง ไต้หวัน และมาเก๊า

5. “Fidelity Funds – Global Technology Fund” เน้นลงทุนในหุ้นกลุ่มวัฏจักรเทคโนโลยีที่มีมูลค่าอยู่ในระดับน่าลงทุน

นายดอน กล่าวสรุปว่า ปัจจุบัน ธนาคารซิตี้แบงก์ ประเทศไทย จับมือกับพันธมิตรในการออกกองทุนที่ลงทุนในต่างประเทศ (Offshore Investment) รวม 11 กองทุน และในประเทศ 6 กองทุน และภายในไตรมาส 1/62 นี้เตรียมออกกองทุนใหม่อีกอย่างน้อย 3 กองทุน รวมถึงตั้งเป้าขยายฐานลูกค้าจากปี 2561 ที่เติบโตราว 20% คาดว่าปี 2562 จะสามารถเติบโตได้มากกว่า 20% ทั้งนี้ ธนาคารซิตี้แบงก์ ประเทศไทย เป็นธนาคารเดียวที่มีความหลากหลาย และการกระจายการลงทุน ผ่านกองทุนที่ดีที่สุดจากแต่ละประเทศให้ลูกค้าลงทุน ผู้สนใจลงทุนสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมสามารถติดต่อได้ที่ธนาคารซิตี้แบงก์ ประเทศไทย หรือ www.citibank.co.th

Previous articleก.ล.ต.นับหนึ่งไฟลิ่ง “VL” จ่อระดมทุน mai 280 ล้านหุ้น
Next article“แคนนอน” ประกาศคาดผลกำไรลดลง 5.2 เปอร์เซ็นต์ในปีนี้ เหตุเศรษฐกิจจีนชะลอตัว