ธปท.ชู NDID เปิดทางแบงก์แชร์ข้อมูล-ประกันจ่อร่วมวง

ธปท.ดัน “NDID” พิสูจน์-ยืนยันตัวตน รับลูก กม.เกิด เฟสแรกให้แบงก์แชร์ข้อมูลลูกค้า หนุนลูกค้าเปิดบัญชีใหม่เร็วขึ้น ลดกระบวนการทำซ้ำ แถมตรวจสอบความถูกต้องแม่นยำ เฟสต่อไปเปิดทาง “บล.-ประกัน” ร่วมวงแชร์ข้อมูล ฟากนายก ส.ประกันชีวิตเร่งตั้ง “อินชัวรันซ์บูโร” นำร่องแชร์ข้อมูลตัวแทนประกัน หวังแก้ปัญหาฉ้อฉล

นางสาวสิริธิดา พนมวัน ณ อยุธยา ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายระบบการชำระเงินและเทคโนโลยีทางการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า หลังจากที่ได้เปิดให้บริการ “การพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัล” หรือระบบ NDID เป็นการทั่วไปแล้ว จะสามารถรองรับลูกค้าที่ต้องการเปิดบัญชีใหม่ของธนาคารได้สะดวกและคล่องตัวยิ่งขึ้น โดยธนาคารดังกล่าวจะสามารถแชร์ข้อมูลที่แสดงเกี่ยวกับตัวตนของลูกค้าที่ได้เปิดบัญชีไว้กับธนาคารอื่นไว้อยู่แล้ว ซึ่งจะทำให้ลูกค้าไม่จำเป็นต้องกรอกข้อมูลส่วนตัวใหม่อีกครั้ง อีกทั้งยังช่วยในการตรวจสอบความถูกต้อง (cross check) ระหว่างธนาคารด้วยกัน สามารถทำได้เร็วขึ้นด้วย ซึ่งจะทำให้กระบวนการการเปิดบัญชีของธนาคารสั้นลง

“ถ้าลูกค้ารายหนึ่งได้มีการเปิดบัญชีเพื่อใช้บริการทางการเงินไว้อยู่กับธนาคารแห่งหนึ่งแล้ว แต่ก็อยากจะใช้บริการของอีกธนาคาร ซึ่งจะต้องไปเปิดบัญชีกับธนาคารแห่งใหม่นี้ ทางธนาคารใหม่นี้ก็จะสามารถติดต่อธนาคารเดิมที่ลูกค้าคนนั้นใช้อยู่ เพื่อขอแชร์ข้อมูลส่วนตัวของลูกค้า ซึ่งจะดูข้อมูลว่า ลูกค้ารายนี้ได้ทำกระบวนการในการรู้จักลูกค้า (KYC) เรียบร้อยแล้วตามมาตรฐานหรือไม่ ถ้าธนาคารแรกตอบว่า ใช่ กระบวนการของธนาคารหลังจะง่ายมาก จะไม่ทำกระบวนการซ้ำ แต่จะใช้ข้อมูลที่ลูกค้าเคยให้กับธนาคารเดิมไว้ในเรื่องของการยืนยันตัวตนต่าง ๆ มาใช้ได้เลย” นางสาวสิริธิดากล่าว

สำหรับในเบื้องต้น ระบบ NDID จะเริ่มใช้สำหรับธนาคารพาณิชย์ (แบงก์) ก่อน และต่อไปจะขยายบริการไปสู่บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) หรือบริษัทประกัน ให้สามารถแชร์ข้อมูลแสดงตัวตนของลูกค้าได้ ดังนั้น ในอนาคตเมื่อเข้าสู่ระบบ NDID แล้ว ทุกคนจะมีข้อมูลที่สามารถมาแชร์กันได้ เช่น ถ้าเป็นลูกค้าธนาคารแต่อยากไปทำประกันก็จะสามารถทำได้ในเวลาสั้นขึ้น และทุกคนเข้ามาสู่ระบบที่มีการยืนยันตัวตนอย่างดีและอยู่ในมาตรฐานเดียวกันแล้ว ธนาคารก็สามารถถามข้อมูลลูกค้าจากบริษัทประกันได้ ซึ่งจะเป็นความสะดวกที่จะข้ามกลุ่ม (sector) กันในระยะต่อไป

ทั้งนี้ กฎหมายเกี่ยวกับธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ได้ผ่าน สนช.แล้ว อยู่ระหว่างรอลงราชกิจจานุเบกษา

นางสาวสิริธิดากล่าวเพิ่มเติมถึงโครงการที่สถาบันการเงินได้ยื่นมาเพื่อทดสอบใน regulatory sandbox ของ ธปท.ว่า ขณะนี้มีหลายโครงการที่อยู่ระหว่างการทดสอบในแซนด์บอกซ์ ซึ่งจะทยอยออกมาในเร็ว ๆ นี้ เช่น การเปิดบัญชีแบบผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ (e-KYC) ที่ปัจจุบันมีสถาบันการเงิน 10 แห่งอยู่ในระหว่างทดสอบ ซึ่ง ธปท.ต้องการให้มีความแม่นยำ รวมทั้งต้องการให้สถาบันการเงินเตรียมความพร้อมเกี่ยวกับตัวพนักงานธนาคารที่จะให้บริการลูกค้าที่ถูกต้องด้วย จึงคาดว่า e-KYC น่าจะออกมาให้ใช้ได้ไม่เกินไตรมาส 2 ของปีนี้ ส่วนเรื่องการโอนเงินระหว่างประเทศผ่าน blockchain นั้น ยังอยู่ระหว่างการทดสอบเช่นกัน ซึ่งคาดว่าจะออกมาใช้บริการได้ภายในปีนี้

“ตอนนี้จะมีเรื่องการชำระเงินด้วยมาตรฐาน QR code ที่เหลืออยู่ในการทดสอบอีก 4 แห่ง จะทยอยออกมาก่อน” นางสาวสิริธิดากล่าว

ด้านนางนุสรา (อัสสกุล) บัญญัติปิยพจน์ นายกสมาคมประกันชีวิตไทย กล่าวว่า ขณะนี้ทางสมาคมและสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) กำลังผลักดันให้เกิด “อินชัวรันซ์บูโร” หรือศูนย์กลางฐานข้อมูลการประกันภัย เพื่อให้ภาคธุรกิจสามารถแชร์ข้อมูลของลูกค้าระหว่างบริษัทด้วยกันได้

อย่างไรก็ตาม ในขณะนี้จะมีประเด็นที่ทุกภาคส่วนอาจยังมีข้อกังวลเกี่ยวกับผลกระทบจากกฎหมายข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งบริษัทสมาชิกทั้ง 23 แห่งภายในสมาคม ได้มีมติเห็นชอบให้เริ่มดำเนินการในส่วนของข้อมูลตัวแทนก่อน กล่าวคือ หากตัวแทนมีการทุจริตจริง บริษัทประกันจะสามารถแชร์ข้อมูลให้กับสมาคมและบริษัทประกันชีวิตอื่น ๆ ได้ ซึ่งจะถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี แต่จริง ๆ ทางสมาคมต้องการมากกว่านั้นอีกมาก เพราะการฉ้อฉลเกิดจากคนที่เกี่ยวข้องหลาย ๆ ด้าน

โดยทางสมาคมได้มีการเสนอแก้ไข พ.ร.บ.ประกันชีวิตและประกันวินาศภัย กลุ่มที่ 2 เพิ่มเติม ในการให้ คปภ.มีอำนาจในการรวมรวบข้อมูลและเปิดเผยข้อมูลได้เลย เช่น โบรกเกอร์ที่โกง, ตัวแทนที่โกง, โรงพยาบาลที่โกง เป็นต้น ซึ่งขณะนี้ทางสมาคมมีคณะทำงาน 2 ชุด (คณะกรรมการอินชัวรันซ์บูโร และคณะกรรมการฉ้อฉลประกันภัย) ซึ่งจะมีข้อมูลที่คาบเกี่ยวการฉ้อฉลด้วย หากต่อไปสามารถแชร์ข้อมูลระหว่างบริษัทได้ก็จะทำให้สามารถเห็นข้อมูลต่าง ๆ ได้

“การแชร์ข้อมูลจะมีความสำคัญมาก เพราะที่ผ่านมาเราแทบไม่รู้เลยว่า ลูกค้าแต่ละรายทำประกันกี่บริษัท ทุนประกันทั้งหมดเท่าไร” นางนุสรากล่าว

นอกจากนี้ อีกแนวทางหนึ่ง คือ อยากผลักดันตั้ง “อินชัวรันซ์บูโร” เพื่อเป็นข้อมูลให้ภาคธุรกิจสามารถนำไปวิเคราะห์ให้เข้าใจธุรกิจประกันชีวิตได้ดีขึ้น ขณะเดียวกันก็หวังว่าอินชัวรันซ์บูโรจะช่วยทำให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงข้อมูลอื่น ๆ เพิ่มเติมได้ ซึ่งสมาคมกำลังทำงานร่วมกันกับ คปภ.อยู่ โดยมีนายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เข้ามาทำเรื่องนี้ด้วย เพื่อขับเคลื่อนให้เกิดเร็วขึ้น

ไม่พลาดข่าวสำคัญ เจาะลึกทุกประเด็น
เพิ่มเราเป็นเพื่อนทาง @prachachat

ติดตามข่าวธุรกิจ