ราคาน้ำมันดิบสหรัฐปรับลดหลังโรงกลั่นน้ำมันในประเทศหยุดดำเนินการเนื่องจากพายุ Harvey

– ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสของสหรัฐฯ ปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง หลังโรงกลั่นน้ำมันในประเทศได้หยุดดำเนินการผลิตไปแล้วร้อยละ 19.6 ของกำลังการผลิตทั้งหมดในสหรัฐฯ หรือคิดเป็นกำลังการผลิตที่ปรับตัวลดลง 3.65 ล้านบาร์เรลต่อวัน เนื่องจากโรงกลั่นน้ำมันในรัฐเท็กซัสหลายแห่งได้รับผลกระทบของน้ำท่วมจากพายุ Harvey โดยล่าสุดโรงกลั่นน้ำมัน Motiva ซึ่งมีกำลังการผลิตมากที่สุดในสหรัฐฯ ก็ได้เริ่มหยุดดำเนินการผลิตแล้ว

– นอกจากนี้ ถึงแม้ว่าอุปทานในประเทศลิเบียและโคลัมเบียจะมีแนวโน้มปรับตัวลดลงจากการหยุดการผลิตน้ำมันดิบจากแหล่งน้ำมันดิบ El Sharara ในลิเบียและการหยุดดำเนินการท่อขนส่งน้ำมัน Cano-Limon ในโคลัมเบีย แต่นักลงทุนในตลาดน้ำมันดิบยังคงมีความกังวลต่อสถานการณ์อุปทานน้ำมันดิบที่ยังคงล้นตลาดในขณะนี้

+ ทางการของสหรัฐฯ เปิดเผยว่า แหล่งขุดเจาะน้ำมันดิบในอ่าวเม็กซิโกได้หยุดดำเนินการผลิตกว่าร้อยละ 18 เนื่องจากผลกระทบของพายุ Harvey และได้ส่งผลทำให้ระดับการผลิตน้ำมันดิบในสหรัฐฯ ปรับตัวลดลงในช่วงเวลาที่ผ่านมา

+/- สถาบันปิโตรเลียมของสหรัฐฯ (API) เปิดเผยข้อมูลเบื้องต้นว่า ปริมาณน้ำมันดิบคงคลังของสหรัฐฯ ในสัปดาห์ที่ผ่านมาปรับตัวลดลง 5.78 ล้านบาร์เรลมากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ว่าจะลดลง 1.91 ล้านบาร์เรล ในขณะที่ปริมาณน้ำมันดิบ ณ จุดส่งมอบเมืองคุชชิ่ง โอคลาโฮมา ปรับตัวเพิ่มขึ้น 582,000 บาร์เรล

ราคาน้ำมันเบนซิน ปรับตัวลดลงมากกว่าราคาน้ำมันดิบดูไบ หลังได้รับแรงกดดันจากการส่งออกน้ำมันเบนซินที่เพิ่มมากขึ้นจากประเทศจีน อย่างไรก็ตามราคาน้ำมันเบนซินยังได้รับแรงหนุนจากราคา RBOB ในสหรัฐฯ ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากผลกระทบของพายุ Harvey ที่ทำให้โรงกลั่นน้ำมันในสหรัฐฯ บางส่วนหยุดดำเนินการผลิต

ราคาน้ำมันดีเซล ปรับตัวลดลงมากกว่าราคาน้ำมันดิบดูไบ หลังได้รับแรงกดดันจากอุปสงค์ในภูมิภาคที่ปรับตัวลดลงและปริมาณน้ำมันดีเซลคงคลังในภูมิภาคเอเชียที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ไทยออยล์คาดการณ์ราคาน้ำมันดิบในสัปดาห์นี้

ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสเคลื่อนไหวในกรอบ 45-50 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล

ราคาน้ำมันดิบเบรนท์เคลื่อนไหวในกรอบ 49-54 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล

ปัจจัยที่น่าจับตามอง

ปริมาณน้ำมันดิบคงคลังสหรัฐฯ คาดจะปรับลดลงต่อเนื่องจากสัปดาห์ก่อนหน้าจากโรงกลั่นที่คาดจะคงกำลังการกลั่นในระดับสูงต่อเนื่องเพื่อรองรับความต้องการใช้น้ำมันที่ยังคงอยู่ในระดับสูง โดยสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานสหรัฐฯ (EIA) รายงานปริมาณน้ำมันดิบคงคลัง สำหรับสัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 18 ส.ค. ปรับลดลง 3.3 ล้านบาร์เรลมาอยู่ที่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือน ม.ค. 59 ที่ระดับ 463.2 ล้านบาร์เรล ซึ่งนับเป็นการปรับลดลงเป็นสัปดาห์ที่ 8 ติดต่อกัน ขณะที่ ปริมาณน้ำมันดิบคงคลังสหรัฐฯ ณ จุดส่งมอบ คุชชิ่ง โอกลาโฮมา ปรับลดลงมาสู่ระดับ0.5 ล้านบาร์เรลมาอยู่ที่ระดับต่ำสุดในรอบปีที่ระดับ 56.5 ล้านบาร์เรล

ผลกระทบจากเฮอร์ริเคน Harvey ที่เคลื่อนที่เข้าชายฝั่งทางทะเลทิศใต้ของรัฐเทกซัส ส่งผลให้ผู้ผลิตน้ามันดิบและก๊าซธรรมชาติในบริเวณดังกล่าวประกาศอพยพแรงงานออกจากแท่นขุดเจาะและประกาศหยุดการผลิตน้ำมันดิบลงชั่วคราวกว่า 425,500 บาร์เรลต่อวัน หรือคิดเป็นร้อยละ 25 ของปริมาณการผลิตน้ำมันดิบในพื้นที่อ่าวเม็กซิโก โดยปริมาณการผลิตน้ามันดิบในอ่าวเม็กซิโกคิดเป็นร้อยละ 17ของปริมาณการผลิตน้ำมันดิบทั้งหมดของสหรัฐฯ นอกจากนี้ ผู้ผลิตน้ำมันดิบจากชั้นหินดินดานในแถบรัฐเทกซัสได้หยุดดำเนินการผลิตลงทั้งสิ้นประมาณ 260,000 บาร์เรลต่อวันเช่นกัน

จับตาการขุดเจาะน้ำมันดิบในสหรัฐฯ หลังราคาน้ำมันที่ปรับลดลงในช่วงที่ผ่านมาส่งผลให้ผู้ผลิตในสหรัฐฯ ชะลอการขุดเจาะและปรับลดงบลงทุนในปี 2560 ลง โดย Baker Hughes รายงานปริมาณแท่นขุดเจาะน้ำมันดิบ ปรับลดลง 4 แท่นมาอยู่ที่ 759 แท่น สำหรับสัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 25 ส.ค. 60