“ไทยประกันชีวิต” แข็งแกร่งฟิทช์เรทติ้งส์ปรับเพิ่มเครดิตเป็น A-

ไทยประกันชีวิตปลื้ม ฟิทช์ เรทติ้งส์ ปรับเพิ่มเครดิตความแข็งแกร่งทางการเงินสากลเป็น A- จากเดิมที่อยู่ระดับ BBB+ แนวโน้มมีเสถียรภาพสูงสุดในธุรกิจไทย จากฐานะการเงินและโครงสร้างธุรกิจเข็มแข็ง ระดับเงินกองทุนแข็งแกร่ง ผนวกประสิทธิภาพการลงทุนที่ดี

นางวรางค์ ไชยวรรณ กรรมการและรองกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส บริษัท ไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า สถาบันจัดอันดับเครดิตทางการเงินระดับโลก ฟิทช์ เรทติ้งส์ (Fitch Ratings) ได้ประกาศเพิ่มอันดับความแข็งแกร่งทางการเงินของบริษัทฯ โดยอันดับความแข็งแกร่งทางการเงินสากล (International Insurer Financial Strength (IFS)) อยู่ที่ระดับ A- จากเดิมที่ระดับ BBB+ และคงอันดับความแข็งแกร่งทางการเงินภายในประเทศ (National Insurer Financial Strength) อยู่ที่ระดับ AAA(tha) แนวโน้มมีเสถียรภาพ ซึ่งถือเป็นอันดับเครดิตสูงที่สุดในภาคธุรกิจไทย

ฟิทช์ เรทติ้งส์ ประเมินว่า ไทยประกันชีวิตมีเงินกองทุนที่แข็งแกร่ง โดย ณ สิ้นไตรมาสที่ 3 ปี 2561 ระดับเงินกองทุนอยู่ที่ 374% ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) กำหนดไว้ที่ 140% ขณะที่ผลประเมินระดับความแข็งแกร่งในด้านเงินกองทุนประมาณการตามแบบจำลองของ Prism Factor-Based Capital Model (Prism FBM) ของฟิทช์ฯ พบว่าอยู่ในระดับ “แข็งแกร่ง” (Strong) ซึ่งเชื่อว่าบริษัทฯ จะสามารถรักษาฐานะของเงินกองทุนให้อยู่ในระดับที่แข็งแกร่งต่อเนื่อง

จากความสามารถในการทำกำไรอยู่ในระดับที่ดี และสามารถรับมือกับความเสี่ยงทางธุรกิจได้ดี ขณะเดียวกันไทยประกันชีวิตมีโครงสร้างธุรกิจที่แข็งแกร่ง มีส่วนแบ่งทางการตลาดจากเครือข่ายตัวแทนที่มีจำนวนมากกว่า 30,000 คน มีฐานลูกค้ากระจายอยู่ทั่วประเทศ รวมถึงผลิตภัณฑ์มีความหลากหลายเป็นทางเลือกให้กับผู้บริโภค นอกจากนั้น ยังมีพันธมิตรธุรกิจที่มีศักยภาพ คือ บริษัท เมจิ ยาซึดะ ไลฟ์ อินชัวรันส์ จำกัด บริษัทประกันชีวิตรายใหญ่ของประเทศญี่ปุ่น ที่เข้ามาสนับสนุนทางด้านการดำเนินงานและการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ให้สามารถแข่งขันในระดับสากลได้ดียิ่งขึ้น

ไทยประกันชีวิตมีผลการดำเนินงานที่ดีต่อเนื่อง สะท้อนจากอัตราส่วนกำไรก่อนภาษีเงินได้ต่อทรัพย์สิน ณ สิ้นไตรมาสที่ 3 ปี 2561 เฉลี่ยที่ 2.2% ซึ่งอยู่ในระดับสูงกว่าเกณฑ์ที่ฟิทช์ฯ กำหนด ขณะที่พอร์ตการลงทุนมีสัดส่วนการลงทุนในตราสารหนี้รัฐบาลและรัฐวิสาหกิจที่มีคุณภาพดีเป็นหลัก ประมาณ 53% ของมูลค่าเงินลงทุนในตราสารหนี้รวม สัดส่วนการลงทุนในตราสารทุนมีประมาณ 11% ของมูลค่าเงินลงทุนรวม และเน้นการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีระยะเวลาการลงทุนยาวเพิ่มขึ้น ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงที่อาจได้รับจากการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ย

“บริษัทฯ มุ่งให้ความสำคัญต่อความมั่นคงทางการเงิน โดยดำเนินนโยบายการบริหารและจัดการการลงทุนอย่างรอบคอบและมีประสิทธิภาพ เพื่อให้สามารถจ่ายผลตอบแทนให้กับผู้เอาประกันตามสัญญากรมธรรม์ การมุ่งรักษาระดับเงินกองทุนให้อยู่ในระดับสูง รวมถึงการสร้างอัตราการเติบโตของเบี้ยประกันรับอย่างต่อเนื่อง ด้วยการขยายตลาดผ่านช่องทางหลัก คือช่องทางตัวแทน ควบคู่กับการขยายตลาดผ่านช่องทางการขายใหม่ๆ อาทิ Telesales, Bancassurance หรือ E-Commerce ขณะเดียวกันบริษัทฯ ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพ เพื่อรองรับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นในภาวะต่างๆ อันเป็นการสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้เอาประกัน และสร้างความมั่นคงแก่องค์กรอย่างยั่งยืน” นางวรางค์กล่าว

Previous articleหุ้นปิดตลาดภาคเช้าลบ 1.52 จุด ดัชนี 1,660 จุด มูลค่าซื้อขาย 1.9 หมื่นล้าน
Next articleค่ายมือถือ-ช่องทีวีดิจิทัลเฮ! มาแล้ว “ม.44” ยืดเวลาจ่ายค่าคลื่น900MHz 10 งวด-เปิดทางคืนช่องทีวีดิจิทัล