ก.ล.ต.จ่อใส่เงินตั้งศูนย์วิจัย หนุนวิเคราะห์หุ้นนอกเรดาร์ 460 บจ.

ก.ล.ต.พิจารณาเจียดเงินทุนตั้งศูนย์วิจัยหลักทรัพย์ หนุนทำบทวิเคราะห์หุ้นนอกสายตาใน SET-mai รวมถึงหุ้นติดเครื่องหมาย Halt-SP หวังลดความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน ชี้มีหุ้นกว่า 460 บจ. ที่โบรกเกอร์ไม่วิเคราะห์

นายรัชกฤษณ์พงศ์ เอกรังสรรค์ เลขาธิการสมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ในช่วงที่ผ่านมา สมาคมได้หารือกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ในเรื่องการจัดตั้งศูนย์วิจัยหลักทรัพย์ เพื่อทำหน้าที่จัดทำบทวิเคราะห์หุ้นของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ทั้งในตลาดหลักทรัพย์ฯ (SET) และตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ (mai) ในส่วนที่บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) หรือโบรกเกอร์โดยรวม ยังไม่ได้จัดทำหรือครอบคลุมไม่ถึง หรือขาดช่วงการวิเคราะห์ในระยะ 3-6 เดือนขึ้นไป เพื่อช่วยให้นักลงทุนจะได้มีบทวิเคราะห์เหล่านี้ไว้ใช้พิจารณาก่อนการลงทุน ซึ่งขณะนี้ ก.ล.ต.กำลังอยู่ระหว่างการพิจารณารายละเอียด ก่อนที่จะตัดสินใจสนับสนุนเงินทุนสำหรับจัดตั้ง

 

“หลักเกณฑ์การคัดเลือก บจ.ที่จะเข้ามาอยู่ในกลุ่มที่จำเป็นจะต้องมีการเข้าไปจัดทำบทวิเคราะห์นั้น ในเบื้องต้นจะมีการพิจารณาเรื่องฟรีโฟลต (สภาพคล่องของหุ้นบนกระดาน) ว่า ถึงระดับประมาณ 20% หรือไม่ จากนั้นเมื่อได้ บจ.ที่เข้าข่ายแล้ว ก็จะนำรายชื่อมาพิจารณาเรื่องมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยในช่วง 9-12 เดือน ว่ามีบริษัทใดที่ซื้อขายอยู่ในระดับสูงบ้าง เพื่อคัดเลือกหุ้นให้ได้ประมาณ 100 บริษัท จึงจะหยิบมาวิเคราะห์ต่อไป ซึ่งการทำแบบนี้น่าจะช่วยให้นักลงทุน มีข้อมูลสำหรับตัดสินใจลงทุนดีขึ้น เพราะตอนนี้หลายบริษัทไม่มีใครทำบทวิเคราะห์เลย ทั้งที่ยังมีนักลงทุนซื้อขายหุ้นอยู่” นายรัชกฤษณ์พงศ์กล่าว

ทั้งนี้จากการสำรวจเบื้องต้น พบว่า หุ้นในตลาดหลักทรัพย์ฯมีการจัดทำบทวิเคราะห์มักจะกระจุกตัวอยู่ในกลุ่ม บจ.ที่มีขนาดใหญ่ 100 อันดับแรก (SET100) ส่วนหุ้นนอกเหนือจากกลุ่ม SET100 พบว่า ยังมีหุ้นที่ยังไม่ได้รับการวิเคราะห์ถึงราว 350 บริษัท ขณะที่ในตลาด mai มีจำนวนหุ้นที่ยังไม่ได้รับการวิเคราะห์ประมาณ 110 บริษัท หรือรวมเป็นจำนวนทั้งสิ้นกว่า 460 บริษัท

“นอกจากนี้ กลุ่มหุ้นที่ถูกห้ามซื้อขายชั่วคราว โดยแต่ละครั้งมีระยะเวลาไม่เกินกว่า 1 รอบ (Halt) และหุ้นกลุ่มที่ถูกห้ามซื้อขายชั่วคราว โดยแต่ละครั้ง มีระยะเวลาเกินกว่า 1 รอบการซื้อขาย (SP) นั้น ทางศูนย์วิจัยก็จะหยิบมาวิเคราะห์ได้เช่นกัน โดยข้อมูลที่วิเคราะห์ออกมาได้นั้น จะเผยแพร่บนเว็บไซต์ เช่น ของสมาคม ก.ล.ต. และตลาดหลักทรัพย์ฯ เป็นต้น” นายรัชกฤษณ์พงศ์กล่าว


นายปริย เตชะมวลไววิทย์ ฝ่ายสื่อสารองค์กรและส่งเสริมความรู้ผู้ลงทุน ก.ล.ต. กล่าวว่า เรื่องดังกล่าวอยู่ระหว่างการพิจารณาของ ก.ล.ต. เนื่องจากเห็นความสำคัญของการให้ผู้ลงทุนมีข้อมูลใช้ในการตัดสินใจลงทุนอย่างเพียงพอและมีคุณภาพ ซึ่งจะรวมถึงการวิเคราะห์หุ้นที่เสนอขายแก่ประชาชนครั้งแรก (IPO) ด้วย ย่อมเป็นประโยชน์ต่อผู้ลงทุนและการซื้อขายในตลาดโดยรวม