ดีเดย์สิ้น มิ.ย.นี้ ยสท. เลิกจ่ายภาษีเงินได้ 12.5% แทนเอเย่นต์ 3 ทอด

ดีเดย์สิ้น มิ.ย.นี้ ยสท. เลิกจ่ายภาษีเงินได้ 12.5% แทนเอเย่นต์ 3 ทอด ชี้สร้างความเท่าเทียมในการทำธุรกิจแข่งกับบุหรี่ต่างประเทศ รักษาการผู้ว่าฯ ยสท. ประเมินกำไรปีนี้น่าจะทำได้ 500 ล้านบาท โล่งอกรัฐขยายเวลาปรับภาษีเป็น 40% จ่อวางตลาดบุหรี่ผลิตขายนักท่องเที่ยวจีนในคิงพาวเวอร์ มิ.ย.นี้

แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ กระทรวงการคลังได้เสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบร่างกฎกระทรวง 3 ฉบับ ซึ่งเป็นการกำหนดให้การยาสูบแห่งประเทศไทย (ยสท.) จ่ายภาษีเงินได้แทนผู้ขายสินค้ายาสูบ (เอเย่นต์) ทุกทอดที่ซื้อสินค้ายาสูบของ ยสท. จนถึงสิ้นเดือน มิ.ย. 2562 นี้เท่านั้น โดยตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. 2562 เป็นต้นไป เอเย่นต์ทั้ง 3 ทอดของ ยสท. ที่มีอยู่ราว 4 แสนราย จะต้องรับภาระจ่ายภาษีเงินได้เอง ซึ่งเป็นเงินภาษีตกปีละ 400-500 ล้านบาท

นายสรคมน์ ปริยายสุทธิ์ รองผู้ว่าการด้านการตลาด รักษาการแทนผู้ว่าการยาสูบแห่งประเทศไทย (ยสท.) กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ทุกปีที่ผ่านมา ยสท. จะต้องกันเงินไว้เพื่อจ่ายภาษีเงินได้ให้กับกรมสรรพากร โดยการจ่ายภาษีแทนเอเย่นต์ดังกล่าวมีมาตั้งแต่อดีต สมัยที่กิจการยาสูบยังเป็นธุรกิจผูกขาด จึงมีการอำนวยความสะดวกให้กับเอเย่นต์ แต่ปัจจุบันเมื่อไม่ได้ผูกขาดแล้ว และมีบุหรี่ต่างประเทศเข้ามาแข่งขันจำนวนมาก จึงต้องปรับให้เท่าเทียมกัน

ทั้งนี้ เดิมการจ่ายภาษีแทนเอเย่นต์ทอดที่ 1 (ป.1) หรือผู้ที่รับซื้อบุหรี่โดยตรงจาก ยสท. จะจ่ายอยู่ที่ 12.5% ของกำไร หรือส่วนต่างราคาที่ ป.1 ขายให้เอเย่นต์ทอดที่ 2 (ป.2) เช่นเดียวกันเมื่อ ป.2 ขายบุหรี่ให้แก่เอเย่นต์ทอดที่ 3 (ป.3) ซึ่งเป็นร้านโชห่วยทั่วไป ก็จะต้องจ่ายภาษี 12.5% เช่นกัน ส่วนการจ่ายภาษีแทน ป.3 ที่ขายปลีกให้กับประชาชนทั่วไป จะจ่ายภาษีแทนอยู่ที่ 10%

“ตอนนี้ เราก็ทำความเข้าใจกับผู้ประกอบการอยู่ ว่าให้เตรียมตัวรับมือ” นายสรคมน์กล่าว

นายสรคมน์ กล่าวอีกว่า การที่ล่าสุด ครม. เห็นชอบให้ขยายระยะเวลาการปรับอัตราภาษีบุหรี่ให้เหลือ 40% อัตราเดียวออกไปอีก 1 ปี โดยยังคงให้บุหรี่ราคาต่ำกว่า 60 บาทต่อซอง เสียภาษีที่ 20% เหมือนเดิม จะทำให้ ยสท. มีเวลาปรับตัวในการทำธุรกิจไปได้อีก ซึ่งปีนี้คิดว่าน่าจะมีกำไรได้ราว 500 ล้านบาท ถือว่าไม่ได้มาก หากเทียบกับก่อนปรับโครงสร้างภาษีบุหรี่ที่เคยมีกำไรมากกว่า 10,000 ล้านบาทต่อปี

“เดิมยาสูบมีมูลค่าการขายขึ้นไปถึง 28,800 ล้านบาทต่อปี แต่มาในปี 2561 มูลค่าการขายเหลืออยู่ที่ 18,500 ล้านบาท และ กำไรเหลือประมาณ 800 ล้านบาท จากเดิมที่เคยมีกำไรเป็นหมื่นล้านบาท ซึ่งการขยายเวลาปรับภาษีให้เหลืออัตราเดียวออกไป ก็ทำให้หายใจได้คล่องขึ้น” นายสรคมน์กล่าว

ขณะที่การลาออกของนางสาวดาวน้อย สุทธินิภาพันธ์ ผู้ว่าการ ยสท. ที่มีผลตั้งแต่วันที่ 7 พ.ค.ที่ผ่านมานั้น นายสรคมน์ กล่าวว่า หลังจากนี้ คณะกรรมการ ยสท. คงมีมติให้เปิดสรรหาผู้ว่าการ ยสท. คนใหม่

ด้าน นางสาวดาวน้อย กล่าวว่า การยกเลิกให้ ยสท. จ่ายภาษีแทนเอเย่นต์ ถือว่าเป็นการทำให้ถูกที่ถูกทาง ที่ว่าใครทำการค้า คนนั้นก็ต้องจ่ายภาษี แต่ที่ผ่านมาถือว่าผิดที่ผิดทาง โดยกรณีนี้จะช่วยให้ ยสท. รายได้กลับมา และการที่ภาษียาสูบยังไม่เพิ่มเป็น 40% สถานการณ์ของ ยสท. ก็จะเหมือนช่วงปี 2561-2562

“ตอนนี้ถือว่าไม่ขาดทุน แต่จะกำไรเป็นหมื่นล้านบาท เหมือนเมื่อก่อนคงไม่ได้ ซึ่งพอเป็นนิติบุคคล ยสท. ก็พยายามขายใบยาต่าง ๆ ที่ไม่ต้องผลิตเป็นบุหรี่ เพื่อระบายสต๊อก และหารายได้ เป็นการเข้าตลาดยาเส้นเต็มตัว เพื่อพยายามหารายได้ทางอื่นมากขึ้น และปัจจุบันมาร์เก็ตแชร์ของ ยสท. อยู่ที่ประมาณ 60% ก็ค่อนข้างคงที่แล้ว” นางสาวดาวน้อยกล่าว

นอกจากนี้ ปัจจุบัน ยสท. ได้ขอลดสัดส่วนการนำส่งรายได้เข้าคลัง เหลือเพียง 20% ของกำไรเท่านั้น จากอดีตที่นำส่งถึง 88%

แหล่งข่าวจาก ยสท. กล่าวว่า ในเดือน มิ.ย. นี้ ยสท. จะมีการวางตลาดบุหรี่ที่ทำร่วมกับบริษัทจากสาธาณรัฐประชาชนจีน ซึ่งยี่ห้อเป็นชื่อไทย ๆ อาทิ พัทยา ตุ๊กตุ๊ก สยาม เป็นต้น หลังจากทดสอบตลาดเรียบร้อยแล้ว โดย ยสท. รับจ้างผลิตบุหรี่จำหน่ายให้แก่กลุ่มนักท่องเที่ยวชาวจีนที่เดินทางมาเที่ยวในเมืองไทย ผ่านทางร้านค้าปลอดอากร (ดิวตี้ฟรี) คือ คิงพาวเวอร์ และอนาคตจะขยายต่อไปจำหน่ายในดิวตี้ฟรีของจีน