ThaiBMA คาดปีนี้เอกชนออกหุ้นกู้ทะลุ 1 ล้านลบ. หวั่นยีลด์บอนด์ระยะสั้นลดต่ำหาก ธปท.ลดซัพพลายบอนด์ระยะสั้นลงอีก

นายธาดา พฤฒิธาดา กรรมการผู้จัดการสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) เปิดเผยว่า ปีนี้คาดว่ามูลค่าการออกตราสารหนี้ภาคเอกชน (หุ้นกู้) จะมียอดทะลุ 1 ล้านล้านบาท จากเดิมที่สมาคมคาดการณ์ไว้เมื่อต้นปี 2562 ว่า มูลค่าการออกตราสารหนี้ภาคเอกชน (หุ้นกู้) จะมีมูลค่าการออกประมาณ 7.5-8 แสนล้านบาท แต่หลังจากผ่านพ้นช่วงครึ่งปีแรกไปแล้วนั้น พบว่า ยอดการออกหุ้นกู้อยู่ที่ 5.67 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นมา 34% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันปีก่อน โดยผู้ออกรายใหญ่ 10 อันดับแรกมีสัดส่วนการออกกว่า 50%

อย่างไรก็ดี ครึ่งปีหลังจะมีหุ้นกู้ครบกำหนดไถ่ถอนอีกประมาณ 2.7 แสนล้านบาท ซึ่งประมาณ 65% จากสถิติของยอดที่ครบกำหนดไถ่ถอนจะมีการออกชดเชย (Roll over) หรือคิดเป็นมูลค่าประมาณ 1.8 แสนล้านบาท นอกจากนี้ ยังมีบริษัทเอกชนไทยที่ยื่นไฟลิ่งในการะดมทุนผ่านการออกหุ้นกู้แล้วอีกมูลค่ากว่า 1 แสนล้านบาท และการออกหุ้นกู้ตามแผนในการทำ mergers and acquisitions (M&A) อีกมูลค่ากว่า 5 หมื่นล้านบาท รวมถึงการที่ธนาคารพาณิชย์ต่างๆ มีแผนออกหุ้นกู้ด้อยสิทธิ (Basel3) อีกมูลค่ากว่า 5.1 หมื่นล้านบาท

“หุ้นกู้ครบกำหนดไถ่ถอนประมาณ 2.7 แสนล้านบาท เกือบ 80% อยู่ในระดับเรทติ้ง A- เพราะฉะนั้นในภาวะซัพพลายที่ยังไม่เพียงพอกับดีมานด์ของนักลงทุน เชื่อว่าออกมาเท่าไรนักลงทุนสถาบันจะเข้าไปซื้อไว้ทั้งหมด จึงไม่กังวลอะไร” นายธาดากล่าว

ทั้งนี้ ตลาดตราสารหนี้ไทยในครึ่งปีแรกโดยรวมเติบโต 5.45% ซึ่งมีมูลค่าคงค้างรวมเพิ่มขึ้นเป็น 13.49 ล้านล้านบาท จากสิ้นปี 61 อยู่ที่ระดับ 12.79 ล้านล้านบาท

ส่วนทิศทางอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (บอนด์ยีลด์) ในช่วงครึ่งปีหลังคาดว่าจะปรับลดลง โดยเฉพาะอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลระยะสั้น เนื่องจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีการลดซัพพลายของการออกพันธบัตรแบงก์ชาติระยะสั้นลง ซึ่งถ้ายังคงลดลงต่อเนื่องไปอีกจะยิ่งกดดันให้บอนด์ยีลด์ระยะสั้นขยับลงต่อ จากปัจจุบันอยู่ราวๆ 1.7% ในขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวช่วงที่ผ่านมาปรับลงมาค่อนข้างมากแล้ว เพราะฉะนั้นมองว่าถึงจะขยับลงได้อีกตามทิศทางของดอกเบี้ยโลก และเศรษฐกิจที่ยังค่อนข้างชะลอ รวมถึงอัตราเงินเฟ้อไม่โต แต่ก็อาจะปรับลดลงได้ค่อนข้างจำกัด โดยบอนด์ยีลด์อายุ 10 ปีปัจจุบันผลตอบแทนอยู่ราวๆ 1.93%

ส่วนทิศทางค่าเงินบาทแข็งค่าเชื่อว่ายังคงแข็งค่าอยู่ จากค่าเงินดอลลาร์จะอ่อนค่าลงต่อเนื่อง แต่จะไม่แข็งค่าเหมือนในช่วงที่ผ่านมา เพราะปัญหาเรื่องการส่งออกที่มีผลกระทบในทุกประเทศทั่วโลก ซึ่งไม่ใช่แค่สงครามการค้าของสหรัฐกับจีน แต่เป็นสงครามการค้าระหว่างอินเดีย เวียดนาม ยุโรป และอังกฤษ โดยจะทำให้การส่งออกไทยชะลอตัวตามไปด้วย

อย่างไรก็ดี คาดว่ากระแสเงินทุนต่างชาติ (ฟันด์โฟลว์) จะลดความผันผวนในการไหลเข้าสู่ตลาดพันบัตรระยะสั้น แต่ยังคงไหลเข้าสู่พันธบัตรระยะยาวต่อเนื่อง หลังจากที่ก่อนหน้านี้ ธปท.ออกมาระบุว่าหากมีความจำเป็นก็จะอาจจะลดอัตราดอกเบี้ยเชิงนโยบาย ซึ่งปัจจัยต่างๆ เหล่านี้อาจจะเป็นแรงกดดันให้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในช่วงปลายปี 2562 จนถึงต้นปี 2563

Previous articleซูเปอร์แอปเดือด “ไทยพาณิชย์” ลงทุน GOJEK ปูพรมบริการใหม่ให้ลูกค้า GET-SCB ลงลึกถึงปล่อยกู้!
Next article“หอการค้าเชียงใหม่” จี้แบงก์ชาติกระตุ้นศก. หนุน FinTech Crowdfunding แก้หมอกควันถาวร