“ภากร” ชี้นลท.อย่าตระหนกหุ้นตกแรง เหตุสงครามการค้า หวัง Thailand Focus ฟื้นเชื่อมั่น-หนุนฟันด์โฟลว์

นายภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า ตลาดหุ้นเริ่มผิดปกติมาตั้งแต่คืนวันศุกร์จากความขัดแย้งของสงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับจีนกลับมาปะทุรุนแรงอีกครั้ง โดยต่างฝ่ายต่างออกมาตอบโต้การเก็บภาษีนำเข้า จนส่งผลให้ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงลงไปกว่า 2.5% หรือประมาณ 560 จุด ซึ่งวันนี้ตลาดหุ้นทั้งเอเชียที่เปิดก่อนตลาดหุ้นยุโรปต่างก็ปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง อย่างดัชนีหุ้นจาการ์ตาลดลงไป 1%, ดัชนีหุ้นฮั่งเส็งลดลง 2.96%, ดัชนีหุ้นออสเตรเลียลดลง 1.3%, ดัชนีหุ้นเซี่ยงไฮ้ลดลง 1.2% ดัชนีหุ้นญี่ปุ่นลดลง 2%

ขณะที่ดัชนีหุ้นไทยตอนนี้ลดลงไปประมาณ 2.12% ทั้งนี้สิ่งที่อยากจะสื่อสารให้กับนักลงทุนทราบคือ อย่าตื่นตระหนกตกใจเพราะการที่ตลาดหุ้นไทยปรับตัวร่วงไปกว่า 30 จุด เป็นทิศทางเดียวกันกับตลาดหุ้นทั้งเอเชีย ดังนั้นอยากจะให้นักลงทุนติดตามต่อในฝั่งตลาดหุ้นยุโรป

“เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นเหตุการณ์ที่เป็น Global เพราะฉะนั้นอยากจะให้ติดตามข่าวความขัดแย้งระหว่างสหรัฐกับจีนอย่างต่อเนื่อง ว่าจะแก้ปัญหานี้ได้อย่างไรบ้าง เพราะวันนี้ตลาดหุ้นสหรัฐยังไม่เปิด ยังเป็นข่าวของเมื่อวันศุกร์อยู่ เราคงต้องรอฟังว่าจะมีความคืบหน้าต่างๆ อย่างไรบ้าง” นายภากรกล่าว

อย่างไรก็ดี หากมาดูตั้งแต่ต้นปีค่าเงินบาทของไทยยังปรับตัวขึ้นมาอยู่ประมาณ 3% ขณะที่ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐก็ขึ้นมาราว 9.6% เพราะฉะนั้นมันก็ยังถูกกระทบน้อยถ้าเทียบกับสกุลเงินในประเทศอื่นๆ โดยราคาทองปรับตัวสูงขึ้นประมาณ 144 จุด หรือ +2.77% เนื่องจากนักลงทุนนำเงินไปลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงต่ำ

“ตลาดหุ้นช่วงนี้มีขึ้นมีลงตลอด เพราะพอข่าวดีก็ปรับตัวขึ้นได้ 20-30 จุด พอเกิดข่าวไม่ดีก็ลดลง 20-30 จุด เพราะฉะนั้นช่วงนี้ต้องติดตามข่าวต่างประเทศให้มาก และถ้ามาดูหุ้นที่ปรับตัวลงจะเป็นอุตสาหกรรมที่ถูกกระทบจากความขัดแย้ง ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับภาคส่งออก มีผลิตภัณฑ์บางอย่างที่ส่งไปสหรัฐค่อนข้างเยอะ หรือผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยว ซึ่งในมุมมองส่วนตัวถ้าเมื่อไหร่ที่สงครามการค้าคลี่คลาย เราก็จะเห็นการปรับตัวกลับมา ทั้งนี้อาจจะมีบางเซ็กเตอร์ที่ไม่ได้ปรับตัวลง เช่น กองรีท, กองทุนอสังหาริมทรัพย์ เป็นต้น ดังนั้นการกระจายความเสี่ยงเป็นสิ่งสำคัญ ต้องเลือกลงทุนในเซ็กเตอร์ที่มองว่าถูกกระทบน้อยจากจากความขัดแย้งทางการค้า”

ถ้าเทียบ P/E ของตลาดหุ้นไทยถือว่าไม่ได้แพงเมื่อกับประเทศในภูมิภาค แต่ถ้าเทียบกับบางประเทศที่เป็นกลุ่มพัฒนาแล้วก็อาจจะดูว่าตลาดหุ้นไทยมี Growth Potential ค่อนข้างสูง ขณะที่ Divide yield ก็ค่อนข้างสูงกว่าค่าเฉลี่ยของภูมิภาค

ทั้งนี้ หากพิจารณาทิศทางฟันด์โฟลว์ในตลาดหุ้นไทยปีนี้ถือว่ายังเป็นบวกค่อนข้างมาก แม้จะมีฟันด์โฟลว์ไหลออกจากช่วงปรับน้ำหนัก MSCI แต่ถ้าเทียบกับภูมิภาคตลาดหุ้นไทยอาจจะไม่ได้ต่างจากภูมิภาค เพราะว่าช่วงนี้มันมี Risk on/Risk off กระทบอยู่อย่างต่อเนื่อง ซึ่งไม่เกี่ยวกับฟันด์โฟลว์ แต่เป็น Fundamental มากกว่าว่า Global Economy เป็นอย่างไร และเมื่อไรที่ความชัดเจนเกิดขึ้น มั่นใจว่าฟันด์โฟลว์จะกลับเข้ามาได้

“ส่วนใหญ่นักลงทุนที่ลงทุนด้วยน้ำหนักที่ชัดเจน ถ้าเกิดเป็นนักลงทุนแบบ Passive Investor อย่างน้อยมันต้องมีมูลค่าที่ต้องถือไว้ เพราะฉะนั้นถ้านักลงทุนกลุ่มนี้เป็น Long Term Investor ยังไงก็ต้องกลับมา เพราะน้ำหนักของ MSCI คงที่ ในช่วง 3-4 เดือนข้างหน้าจะมีการปรับน้ำหนักดัชนี MSCI อีกหลายครั้ง ซึ่งเป็นอีกส่วนหนึ่งที่เป็นองค์ประกอบที่ทำให้เกิดฟันด์โฟลว์ขึ้น แต่สำหรับการปรับน้ำหนัก MSCI ในช่วงที่เหลือถือว่าน้อยกว่าเมื่อเทียบกับรอบที่แล้ว ที่ปรับจาก 2.5% มาเป็น 3% แต่รอบนี้ปรับจาก 3% ลงมาเหลือ 3% นิดๆ ฉะนั้นเชื่อว่าการปรับตัวครั้งต่อๆ ไปคงไม่ได้เยอะ

เพราะฉะนั้นผลกระทบไม่น่าจะมาก แต่จะมีผลกระทบแน่นอนจากการเพิ่มน้ำหนัก MSCI ของหุ้นจีนและซาอุดีอาระเบียเข้ามา ทำให้น้ำหนักถูกปรับ ทั้งนี้สิ่งที่น่ากังวลคือกลุ่ม Short Term Investor ที่ไม่สามารถบอกได้ เนื่องจากขึ้นอยู่กับนโยบายการเงินทั่วโลกว่า ดอกเบี้ยโลกจะยังถูกอยู่หรือไม่ และสภาพคล่องทั่วโลกจะเป็นอย่างไร ดูสถานการณ์เศรษฐกิจเป็นอย่างไรบ้าง ประเทศไหนที่จะเอาเงินเข้ามา”

อย่างไรก็ดี ขณะนี้ยังไม่จำเป็นต้องใช้ มาตรการหยุดการซื้อขายหลักทรัพย์เป็นการชั่วคราว หรือ “เซอร์กิตเบรกเกอร์” (Circuit Breaker) เนื่องจากมาตรการดังกล่าวอาจจะต้องเป็นสถานการณ์ที่ค่อนข้างรุนแรงมาก โดยตลาดต้องเปลี่ยนแปลงลดลงถึง 10% ของค่าดัชนีปิดในวันทำการก่อนหน้า ตลาดหลักทรัพย์ฯ จะพักการซื้อขายหลักทรัพย์ทั้งหมดเป็นเวลา 30 นาที และครั้งที่ 2 เมื่อ SET Index เปลี่ยนแปลงลดลงถึง 20% ของค่าดัชนีปิดในวันทำการก่อนหน้า ตลาดหลักทรัพย์ฯ จะพักการซื้อขายหลักทรัพย์ทั้งหมดเป็นเวลา 1 ชม.

หลังจากการทำงานครั้งที่ 2 ของ Circuit Breaker แล้ว ตลาดหลักทรัพย์ฯจะเปิดให้ทำการซื้อขายต่อไป จนถึงเวลาปิดทำการตามปกติ โดยไม่มีการหยุดพักการซื้อขายอีก หากระยะเวลาในรอบการซื้อขายที่ Circuit Breaker ทำงานนั้นเหลือไม่ถึง 30 นาที หรือ 1 ชั่วโมง ก็ให้หยุดพักการซื้อขายเพียงระยะเวลาที่เหลือในรอบการซื้อขายนั้นแล้วเปิดให้ซื้อขายหลักทรัพย์ได้ตามปกติในรอบการซื้อขายถัดไป

นายภากรกล่าวว่า สำหรับงาน Thailand Focus ที่กำลังจะเกิดขึ้น ถือเป็นงานที่สำคัญอย่างมากที่จะให้ข้อมูลแก่นักลงทุนต่างชาติ เพื่อให้นักลงทุนทราบว่าขณะนี้ประเทศไทยมีรัฐบาลใหม่ มีนโยบายในการขับเคลื่อนประเทศอย่างไร ซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งที่เป็น fundamental ของประเทศ

ซึ่งข้อดีคือรัฐบาลที่เข้ามานโยบายส่วนใหญ่เป็นที่ค่อนข้างเหมือนเดิมต่อเนื่อง ในการที่จะสร้างโครงสร้างพื้นฐาน ทำให้เกิด ease of doing business โดยธีมของ Thailand Focus ปีนี้คือ “ease of doing business” เพราะต้องการแสดงให้เห็นว่าปัจจุบันประเทศไทยน่าสนใจที่จะเข้ามาลงทุน เพราะได้มีการปรับให้ได้เข้ามาลงทุนในธุรกิจต่างๆ ได้ง่ายขึ้น มั่นใจปีนี้ตัวเลขนักลงทุนต่างชาติไม่น้อยกว่าปีที่แล้วแน่นอน ทั้งๆ ที่สถานการณ์ของประเทศปีนี้ เศรษฐกิจทั่วโลกอึมครึมกว่ามาก แต่จำนวนนักลงทุนที่เข้ามาไม่ได้ลดลง

Previous articleหวั่นสงครามการค้า! ฉุดเงินหยวนอ่อนค่าลงต่ำสุดในรอบ 11 ปี
Next articleมหาวิทยาลัยมหิดล จัดงาน “Mahidol R-I-SE NOW” ครั้งแรกกับการแสดงผลงานวิจัยและนวัตกรรม