ตลท.ชู 4 กลุ่มหุ้นรีเทิร์นแจ่มชนะดัชนี SET

ตลท.เตือนระวังความผันผวนปลายปี แนะลงทุนระยะยาว โชว์ดัชชีหุ้นไทย 13 ปี รีเทิร์นสูงถึง 143% ชูครึ่งปีแรกหุ้น 4 กลุ่มอุตสาหกรรมผลตอบแทนเด่นชนะ SET Index ด้าน บลจ.เมอร์ชั่น พาร์ทเนอร์ เก็งฟันด์โฟลว์ไหลเข้าตลาดหุ้นไทยอีก 1 แสนล้านบาท ในช่วงที่เหลือของปีนี้ ชี้ตลาดหุ้นไทยเตรียมรับอานิสงส์ “สงครามค่าเงิน-เทรนด์ธนาคารกลางลดดอกเบี้ย-นโยบาย QE” ลุ้นเป้าดัชนี SET ปีนี้ที่ 1,785 จุด

นายศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานวางแผนกลยุทธ์องค์กร ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กล่าวว่า แนวโน้มตลาดหุ้นไทยในระยะถัดไปยังเผชิญความผันผวนจากปัญหาสงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับจีน และแนวโน้มการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จึงแนะนำนักลงทุนให้ลงทุนในระยะยาวมากกว่าในระยะสั้น โดยดัชนีหุ้นไทยระยะยาว 13 ปี (ตั้งแต่ 2549-30 ส.ค. 2562) ให้ผลตอบแทนสูงถึง 143% ติด 1 ใน 5 เมื่อเทียบกับตลาดหุ้นหลักของโลก เป็นรองจากตลาดหุ้นอินโดนีเซียที่มีผลตอบแทน 251% อินเดีย 171% และฟิลิปปินส์ 168% ส่วนความผันผวนที่เกิดขึ้นช่วงนี้ เป็นผลกระทบจากปัจจัยภายนอก ซึ่งนักลงทุนไม่ต้องตื่นตระหนก

นอกจากนี้ แม้ภาพรวมผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนช่วงครึ่งแรกปี 2562 จะปรับตัวลดลง แต่พบว่าหุ้นใน 4 กลุ่มอุตสาหกรรม ได้แก่ กลุ่มเทคโนโลยี กลุ่มเกษตรและอาหาร กลุ่มบริการ และกลุ่มทรัพยากร ยังให้ผลตอบแทนโดดเด่น โดยให้ผลตอบแทนสูงกว่าดัชนีตลาดหลักทรัพย์ฯ (SET Index) ที่ 22.8%, 18.8%, 8.9%, 8.1% ตามลำดับ

ส่วนแนวโน้มเงินทุนไหลเข้าหลังจากนี้ นายศรพล กล่าวว่า ต้องรอติดตาม เนื่องจากตลาดยังมีความผันผวนจากเรื่องของสงครามการค้า ส่งผลให้ฟันด์โฟลว์ไหลออกจากภูมิภาค ตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน ยังคงเป็นบวกเล็กน้อยอยู่ที่ 209 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เนื่องจากได้แรงหนุนจากปัจจัยภายในประเทศที่มีการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ส่งผลให้ปริมาณการซื้อขาย (วอลุ่ม) น่าจะใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยของปี 2561 อยู่ที่ 6.15 ล้านล้านบาท ซึ่งในช่วงเดือน ส.ค. 2562 พบว่าวอลุ่มเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 65,355 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 30%

นายศรพล กล่าวด้วยว่า ช่วง 8 เดือนแรก ตลาดหลักทรัพย์ไทยมีมูลค่าการระดมทุนเป็นอันดับ 1 ในอาเซียน โดยมั่นใจว่าช่วงไตรมาสที่เหลือของปีจะมีบริษัทใหม่ ๆ เข้าจดทะเบียน ซึ่ง ตลท.มีเป้าหมายมาร์เก็ตแคปที่ 2.5 แสนล้านบาทต่อปี

นายประกิต สิริวัฒนเกตุ ผู้อำนวยการอาวุโส บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) เมอร์ชั่น พาร์ทเนอร์ กล่าวว่า ช่วงที่เหลือของปี 2562 นี้ คาดว่าจะเห็นเม็ดเงินลงทุนต่างชาติ (ฟันด์โฟลว์) ไหลเข้าสู่ตลาดหุ้นไทยอีกประมาณ 1 แสนล้านบาท โดยปัจจัยสำคัญที่กำลังจะเกิดขึ้น คือ สงครามการค้าจะนำไปสู่สงครามค่าเงิน และจะทำให้ธนาคารกลางหลัก ๆ เร่งใช้นโยบายการเงินผ่อนคลายมากขึ้น ทั้งการลดดอกเบี้ยและการใช้มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) หลังค่าเงินหยวนของจีนอ่อนค่านำไปแล้ว ซึ่งเป็นบวกต่อกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ (EM) รวมถึงไทย

“หลังจากนี้จะเริ่มเห็นแรงเทขายในพันธบัตรและทองคำเข้าสู่ตลาดหุ้น โดยภาพของตลาดหุ้นไทยจะปรับฐานเพียงแค่ระยะสั้น และน่าจะฟื้นขึ้นมาได้อีกครั้ง โดยเรายังคงเป้าหมาย SET Index ไว้ที่ 1,785 จุด” นายประกิตกล่าว

นายประกิตกล่าวอีกว่า เศรษฐกิจไทยปีนี้มีโอกาสขยายตัวได้ที่ 3% ถือว่าไม่ได้เลวร้าย เมื่อเทียบกับตัวเลขส่งออกที่ค่อนข้างหดตัวรุนแรง โดยเริ่มเห็นสัญญาณการฟื้นตัวดีขึ้น จากรายงานของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในเดือน ก.ค. ที่การบริโภคภาคเอกชนเริ่มดูดีขึ้น และจำนวนนักท่องเที่ยวเริ่มมีการปรับเพิ่มขึ้นทั้งจีนและอินเดีย ทั้งนี้ ช่วงครึ่งหลังของปี รายได้ภาคเกษตรน่าจะมีแนวโน้มดีขึ้น หลังผ่านพ้นฤดูแล้ง และแรงหนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ทั้งการอัดฉีดเงินเข้าสู่บัตรสวัสดิการของรัฐ และการอัดฉีดเงินส่วนอื่น ๆ น่าจะประคับประคองไปได้

Previous article4 แกนหลัก “ดอลฟิน” ทำเรื่องการเงินให้ “ง่าย”
Next articleเปิดใจ “ทูตพาณิชย์สหรัฐ” ทัพหน้าฝ่าด่านสงครามการค้า