เงินบาททรงตัว นักลงทุนจับตาการประชุมผู้ว่าธนาคารกลางกลุ่มประเทศ”G20″ 22-23 ก.พ.นี้

ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพ รายงานว่า ภาวะการเคลื่อนไหวตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2563 ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าวันนี้ (17/2) ที่ระดับ 31.17/18 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ทรงตัวจากระดับปิดตลาดในวันศุกร์ (14/2) ที่ระดับ 31.16/18 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ หลังตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐออกมาไร้ทิศทาง โดยกระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยว่า ยอดค้าปลีกปรับตัวขึ้นเป็นเดือนที่ 4 ในเดือน ม.ค. โดยเพิ่มขึ้น 0.3% สอดคล้องกับตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ หลังจากเพิ่มขึ้น 0.2% ในเดือน ธ.ค.

ทั้งนี้ยอดค้าปลีกได้รับแรงหนุนจากการพุ่งขึ้นของยอดขายวัสดุก่อสร้าง และรถยนต์ ขณะที่ยอดขายเสื้อผ้าดิ่งลง 3.1% ซึ่งเป็นการทรุดตัวลงมากที่สุดนับตั้งแต่ปี 2552 ส่วนยอดค้าปลีกพื้นฐาน ซึ่งไม่รวมยอดขายรถยนต์ น้ำมัน วัสดุก่อสร้างและอาหาร ทรงตัวในเดือน ม.ค. หลังจากเพิ่มขึ้น 0.2% ในเดือน ธ.ค. โดยนักวิเคราะห์คาดการณ์ก่อนหน้านี้ว่ายอดค้าปลีกพื้นฐานเพิ่มขึ้น 0.3% ในเดือน ม.ค.

อย่างไรก็ตาม ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ได้รายงานการผลิตภาคอุตสาหกรรมโดยรวมของสหรัฐลดลง 0.3% ในเดือน ม.ค. ขณะที่นักวิเคราะห์คาดว่าลดลง 0.2%หลังจากปรับตัวลง 0.4% ในเดือน ธ.ค. ทั้งนี้ ตัวเลขการผลิตภาคอุตสาหกรรมโดยรวม เป็นการวัดการปรับตัวของภาคโรงงาน, เหมืองแร่ และสาธารณูปโภค โดยการผลิตภาคอุตสาหกรรมได้รับผลกระทบจากการดิ่งลงของการผลิตเครื่องบิน หลังจากที่เครื่องบินโบอิ้งรุ่น 7.7 MAX ถูกทางการสหรัฐสั่งห้ามบิน หลังประสบอุบัติเหตุจนทำให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 300 คน

สำหรับปัจจัยภายในประเทศนั้น ล่าสุดสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) เปิดเผยตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ไตรมาส 4/2562 เติบโต 1.6% จากช่วงเดียวกันกับปีก่อน ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 21 ไตรมาส เพิ่มขึ้น 0.2% จากไตรมาสก่อนหน้า โดยเศรษฐกิจไทยไตรมาส 4 ที่ผ่านมา ได้รับแรงกดดันจากการหดตัวของการส่งออกและการลงทุนภาครัฐ ส่งผลให้ค่าเงินบาทในช่วงบ่าย (17/2) เริ่มอ่อนค่าลง ทั้งนี้ระหว่างวันค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 31.13-31.23 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ก่อนปิดตลาดที่ระดับ 31.22/23 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโร ค่าเงินยูโรเปิดตลาดเช้าวันนี้ (17/2) ที่ระดับ 1.0837/39 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (14/2) ที่ระดับ 1.0844/46 ดอลลาร์สหรัฐ ค่าเงินยูโรยังคงอ่อนค่าต่อเนื่อง ภายหลังสหรัฐเปิดเผยว่า จะปรับเพิ่มภาษีนำเข้าเครื่องบินจากสหภาพยุโรป (EU) 15% จากเดิมที่ระดับ 10% ท่ามกลางความขัดแย้งที่ยืดเยื้อระหว่างสองฝ่ายเกี่ยวกับการให้เงินอุดหนุนบริษัทแอร์บัสซึ่งเป็นบริษัทผลิตเครื่องบินของฝรั่งเศส โดยอัตราภาษีใหม่ดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 18 มี.ค. นี้ โดยในเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา สหรัฐกำหนดเก็บภาษีนำเข้าเครื่องบินพาณิชย์ขนาดใหญ่จาก EU ในอัตรา 10% และเก็บภาษีนำเข้าผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร อาทิ ชีสของ EU ในอัตรา 25% หลังจากองค์การการค้าโลก (WTO) ได้ตัดสินให้สหรัฐสามารถดำเนินมาตรการตอบโตต่อการปฏิบัติด้านการค้าที่ไม่เป็นธรรมของ EU

ทั้งนี้ ความเคลื่อนไหวดังกล่าวของสหรัฐเป็นผลมาจากความขัดแย้งระหว่างสหรัฐและ EU เกี่ยวกับกรณีการให้เงินอุดหนุนแก่บริษัทแอร์บัสของฝรั่งเศส ซึ่งส่งผลกระทบกับโบอิ้งที่เป็นบริษัทคู่แข่งสัญชาติสหรัฐในการผลิตเครื่องบิน ทั้งนี้ระหว่างวันค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 1.0822-1.0849 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดที่ระดับ 1.0846/47 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร

สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยน ค่าเงินเยนเปิดตลาดเช้าวันนี้ (17/2) ที่ระดับ 109.82/84 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ทรงตัวจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (14/2) ที่ระดับ 109.81/82 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ค่าเงินเยนยังนับว่าอยู่ในระดับที่แข็งค่า ภายหลังนักลงทุนยังคงถือครองสินทรัพย์ปลอดภัยและละการถือครองสินทรัพย์เสี่ยงลง จากความกัวลในการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 (โคโรน่า) โดยรัฐมนตรีคลังและผู้ว่าการธนาคารกลางจากกลุ่มประเทศ G20 จะประชุมร่วมกันที่กรุงริยาดห์ ประเทศซาอุดิอารเบียในวันที่ 22-23 ก.พ.นี้ เพื่อหารือเรื่องความเสี่ยงที่มีต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก หลังจากที่สถานการณ์การแพร่ระบาดดังกล่าวทำให้การค้าขายและห่วงโซ่อุปทานของโลกหยุดชะงักลง ทั้งนี้ระหว่างวันค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 109.73-109.88 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 109.81/83 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ

ดัชนีสำคัญทางเศรษฐกิจในสัปดาห์นี้ ได้แก่ ความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจเดือน ก.พ.ของยูโรโซน โดย ZEW (18/2), ดัชนีภาคการผลิต Empire State Index ของสหรัฐ เดือน ก.พ. (18/2), ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือน ม.ค. ของอังกฤษ (19/2), ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) เดือน ม.ค. ของสหรัฐ (19/2), การอนุญาตก่อสร้างเดือน ม.ค. ของสหรัฐ (19/2), รายงานการประชุม FOMC Meeting (20/2), รายงานการประชุมธนาคารกลางยุโรป (20/2), ดัชนีภาคการผลิตจากเฟดฟิลาเดลเฟีย (20/2), จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรกรายสัปดาห์ของสหรัฐ (20/2), ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือน ม.ค. ของสหรัฐ (20/2), ดัชนีผุ้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตและบริการของยูโรโซน (21/2), ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ของยูโรโซนเดือน ม.ค. (21/2), ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตและบริการเดือน ก.พ. (21/2), ยอดขายบ้านมือสองสหรัฐ เดือน ม.ค. (21/2)

สำหรับอัตราป้องกันความเสี่ยง (Swap point) ภาคเช้า 1 เดือนในประเทศอยุ่ที่ -2.0/-1.90 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ และอัตราป้องกันความเสี่ยง ภาคเช้า 1 เดือนต่างประเทศอยู่ที่ +4.00/+5.00 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ

ไม่พลาดข่าวสำคัญ เจาะลึกทุกประเด็น
เพิ่มเราเป็นเพื่อนทาง @prachachat

ติดตามข่าวธุรกิจ