เงินบาทผันผวนในทิศทางอ่อนค่า ตลาดยังกังวลสถานการณ์ระบาดของโควิด-19

ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพ รายงานว่า ภาวะการเคลื่อนไหวของตลาดปริวรรตเงินตราระหว่าง 7 กรกฎาคม -10 กรกฎาคม 2563 ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวในทิศทางอ่อนค่าโดยเปิดตลาดในวันอังคาร (7/7) ที่ระดับ 31.03/05 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ทรงตัวจากระดับปิดตลาดในวันศุกร์ (3/7) ที่ระดับ 31.12/13 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และทยอยอ่อนค่าแตะระดับ 31.30 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ในช่วงกลางสัปดาห์ ในช่วงต้นสัปดาห์ค่าเงินดอลลาร์มีแรงเข้าซื้อในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยหลังนักลงทุนยังคงกังวลถึงสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 โดยจำนวนผู้ติดเชื้อในสหรัฐยังคงเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจนทำให้หลายรัฐต้องออกมาตรการที่เข้มงวดขึ้นเพื่อรับมือ

ในวันพุธ (8/7) ผู้กำหนดนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) หลายท่านได้ออกมาแสดงความกังวลว่าจำนวนผู้ติดเชื้อในสหรัฐที่พุ่งขึ้นนั้นจะส่งผลกระทบต่อตลาดแรงงานและการบริโภคของประชาชนในขณะที่มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจบางมาตรการใกล้จะสิ้นสุดลง อย่างไรก็ดี ค่าเงินดอลลาร์กลับมาอ่อนค่าเทียบเงินสกุลหลักอีกครั้งในวันพฤหัสบดี (9/7) หลังตลาดหุ้นสหรัฐฟื้นตัว รวมถึงค่าเงินปอนด์และยูโรที่ปรับตัวแข็งค่าอย่างมาก

ในส่วนของตัวเลขทางเศรษฐกิจ ในวันจันทร์ (6/7) มีการเปิดเผยตัวเลข PMI ภาคบริการของสหรัฐออกมาดีกว่าคาดที่ระดับ 47.9 ขณะที่ตำแหน่งงานเปิดใหม่อยู่ที่ 5.4 ล้านตำแหน่ง ซึ่งเป็นระดับที่สูงกว่าคาดการณ์เช่นกัน ช่วงท้ายสัปดาห์ นักลงทุนกลับมาถือเงินดอลลาร์อีกครั้ง หลังตลาดยังกังวลเรื่องการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ โดยคาดกันว่าจำนวนผู้ติดเชื้อที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องนั้นอาจส่งผลให้หลายรัฐต้องกลับมาใช้มาตรการ Lockdown อีกครั้ง ซึ่งอาจทำให้เศรษฐกิจเผชิญกับภาวะหดตัวต่อไปอีก

นอกจากนี้ยังมีรายงานด้วยว่า นายไมค์ ปอมเปโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ ได้ออกมาวิจารณ์ประเทศจีนถึงเรื่องข้อพิพาททางดินแดนพร้อมกล่าวว่ามีความเป็นไปได้ที่สหรัฐจะแบนแอพพลิเคชั่น Tiktok ของจีน และในวันศุกร์ (10/7) มีรายงานว่ารัฐบาลสหรัฐประกาศการคว่ำบาตรนายเฉิน ฉวนกัว เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ประจำเขตปกครองตนเองชินเจียงอุยกูร์ของจีน พร้อมเจ้าหน้าที่อีก 3 คน ในประเด็นเรื่องการปฏิบัติต่อชาวอุยกูร์ ซึ่งทั้งหมดนี้อาจนำมาซึ่งความขัดแย้งรอบใหม่ระหว่างสหรัฐและจีน

สำหรับประเทศไทย ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้เปิดเผยรายงานการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ครั้งที่ 4/2563 ที่มีขึ้นในวันที่ 24 มิถุนายน 2563 โดย กนง.ระบุว่าในปีนี้เศรษฐกิจไทยอาจเผชิญภาวะหดตัวมากกว่าคาดการณ์ จากผลกระทบของไวรัสโควิด-19 ที่ระบาดอยู่ทั่วโลกในเวลานี้โดย กนง.มองว่า GDP ของไทยจะอยู่ที่ -8.1% ในปีนี้ ก่อนจะกลับมาขยายตัวที่ 5% ในปี 2564 จากการฟื้นตัวของอุปสงค์ทั้งจากในและนอกประเทศ

ทั้งนี้ กนง.ชี้ว่าเศรษฐกิจไทยยังต้องเผชิญกับความเสี่ยงหลายด้าน อาทิเศรษฐกิจโลกที่อาจหดตัวหรือฟื้นช้ากว่าคาด ความสามารถในการชำระหนี้ของภาคธุรกิจและครัวเรือนที่จะลดลงมาก รวมทั้งโอกาสและความรุนแรงของการระบาดของโควิด-19 รอบสอง หากมีการเปิดประเทศตามมาตรการระเบียงท่องเที่ยว (travel bubble) ในวันพฤหัสบดี (9/7) นายอุตตม สาวนายน รมว.คลัง ในฐานะอดีตหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ประกาศตัดสินใจยุติบทบาททางการเมืองในพรรคพลังประชารัฐ พร้อมกับสมาชิกในกลุ่มอีก 3 ท่าน

โดยนายประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวว่าจะมีการปรับคณะรัฐมนตรีใหม่อย่างแน่นอน แต่ต้องรอให้ร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2564 เสร็จเรียบร้อยก่อน ทั้งนี้ระหว่างสัปดาห์ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 31.02-31.35 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ก่อนปิดตลาดในวันศุกร์ (10/7) ที่ระดับ 31.29/31 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโร ตลอดทั้งสัปดาห์ค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวผันผวนไปในทิศทางแข็งค่าก่อนจะปรับตัวลดลงในท้ายสัปดาห์ โดยเปิดตลาดในวันอังคาร (7/7) ที่ระดับ 1.1326/30 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ปรับตัวแข็งค่าจากระดับปิดตลาดในวันศุกร์ (3/7) ที่ระดับ 1.1128/30 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร

อย่างไรก็ดี ในวันอังคาร (7/7) ค่าเงินยูโรได้รับแรงกดดันจากการปรับลดคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจของยูโรโซน โดยคณะกรรมาธิการยุโรป (EC) คาดว่าเศรษฐกิจของยูโรโซนจะต้องเผชิญกับภาวะหดตัวถึง -8.7% ในปีนี้ก่อนจะฟื้นตัวที่ระดับ 6.1% ในปีหน้า จากเดิมที่ประเมินไว้ว่าเศรษฐกิจของยูโรโซนจะหดตัวลง 7.7% ในปีนี้ และฟื้นตัว 6.3% ในปี 2564 โดยให้เหตุผลว่า จำนวนผู้ติดเชื้อที่ยังเพิ่มขึ้นทำให้รัฐในสหรัฐต่าง ๆ ต้องเลื่อนหรือยกเลิกแผนการเปิดดำเนินการธุรกิจ

ขณะที่การยกเลิกมาตรการล็อกดาวน์ในยูโรโซนดำเนินไปอย่างล่าช้ากว่าที่คาดไว้ นอกจากนี้ในวันพุธ (8/7) นางคริสติน ลาการ์ด ประธานธนาคารกลางยุโรป (ECB) ให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์ไฟแนนเชียลไทม์ส โดยส่งสัญญาณว่า ECB จะยังคงนโยบายการเงินไว้เช่นเดิมในการประชุมรอบหน้าวันที่ 16 กรกฎาคม 2563

นางลาการ์ดระบุว่า มาตรการที่ออกมาหลังจากเกิดโรคโควิด-19 ระบาดนั้น ได้แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพและประสิทธิผลของมาตรการดังกล่าวในการรับมือกับผลกระทบทางเศรษฐกิจ ทั้งนี้ ค่าเงินยูโรกลับมาแข็งค่าอีกครั้งในวันพฤหัสบดี (9/7) ซึ่งนักลงทุนมีมุมมองเชิงบวกต่อการประชุมของ EC ที่จะมีขึ้นในสัปดาห์หน้าระหว่างวันที่ 17-18 กรกฎาคม ซึ่งจะมีการพูดคุยในเรื่องแผนเยียวยาผลกระทบของไวรัสโควิด-19 วงเงิน 750,000 ล้านยูโร ซึ่งหากประเทศสมาชิกสามารถหาข้อตกลงร่วมกันได้ เงินเยียวยาก้อนนี้จะช่วยพยุงเศรษฐกิจของยูโรโซนไว้ในยามวิกฤตนี้

อย่างไรก็ตาม ความกังวลเรื่องการระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่อาจส่งผลต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกนั้นทำให้นักลงทุนหันกลับมาถือสินทรัพย์ปลอดภัยแทนในช่วงปลายสัปดาห์

ในส่วนของรายงานตัวเลขทางเศรษฐกิจที่สำคัญนั้น ในวันจันทร์ (6/7) มีการเปิดเผยยอดค้าปลีกยูโรโซนที่ระดับ 17.8 สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้ที่ 15% ในวันอังคาร (7/7) มีรายงานผลผลิตภาคอุตสาหกรรมของเยอรมนีออกมาที่ 7.8% ซึ่งแย่กว่าที่คาดการณ์ไว้ 11% ขณะที่ยอดค้าปลีกของอิตาลีดีดตัวแตะระดับ 24.3% สูงกว่าที่คาดไว้ที่เพียง 15% ทั้งนี้ระหว่างสัปดาห์ค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 1.1238-1.1370 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดในวันศุกร์ (10/7) ที่ระดับ 1.1290/93 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร

สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยน เปิดตลาดในวันอังคาร (7/7) ที่ระดับ 107.27/30 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ปรับตัวแข็งค่าเล็กน้อยจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (3/7) ที่ระดับ 107.47/48 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ในสัปดาห์เงินเยนเคลื่อนไหวไปในทิศทางแข็งค่า โดยได้รับแรงหนุนจากความกังวลเรื่องไวรัสโควิด-19 ความเป็นไปได้ที่เศรษฐกิจโลกจะฟื้นตัวช้า รวมถึงความขัดแย้งระหว่างสหรัฐและจีน

โดยในวันพุธ (8/7) สำนักงานคณะรัฐมนตรีญี่ปุ่นเปิดเผยความเชื่อมั่นทางธุรกิจของชาวญี่ปุ่นที่ประกอบอาชีพที่มีความอ่อนไหวต่อภาวะเศรษฐกิจ ปรับตัวดีขึ้นอย่างแข็งแกร่งสุดในเดือนมิถุนายน บ่งชี้ว่าส่วนใหญ่คาดว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัวขึ้นหลังจากรัฐบาลญี่ปุ่นประกาศยกเลิกมาตรการฉุกเฉินในการควบคุมโควิด-19 ในวันพฤหัสบดี (9/7) มีรายงานยอดสั่งซื้อเครื่องจักรพื้นฐานซึ่งไม่รวมเครื่องจักรสำหรับอุตสาหกรรมต่อเรือและสาธารณูปโภค ปรับตัวขึ้น 1.7% ในเดือนพฤษภาคม สู่ระดับ 7.65 แสนล้านเยน หรือประมาณ 7.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ทั้งนี้ระหว่างสัปดาห์ค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 106.69-107.78 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดในวันศุกร์ (10/7) ที่ระดับ 106.74/77 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ

ไม่พลาดข่าวสำคัญ เจาะลึกทุกประเด็น
เพิ่มเราเป็นเพื่อนทาง @prachachat

ติดตามข่าวธุรกิจ