เงินบาทผันผวน ในทิศทางอ่อนค่า หวั่นสหรัฐและจีน ขัดแย้งรุนแรง

เงินบาท

“ค่าเงินบาทผันผวนในทิศทางอ่อนค่า ตลาดหวั่นความขัดแย้งระหว่างสหรัฐและจีน ทวีควารุนแรง”

ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพ รายงานว่า ภาวะการเคลื่อนไหวของตลาดปริวรรตเงินตราระหว่าง 20 กรกฎาคม-24 กรกฎาคม 2563 ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวในทิศทางอ่อนค่าโดยเปิดตลาดในวันจันทร์ (20/7) ที่ระดับ 31.74/76 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ทรงตัวจากระดับปิดตลาดในวันศุกร์ (17/7) ที่ระดับ 31.71/73 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ค่าเงินดอลลาร์ถูกลดความน่าสนใจในช่วงต้นสัปดาห์ โดยในวันอังคาร (21/7) นักลงทุนขายเงินดอลลาร์ขานรับข่าวดีหลังการทดลองวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ที่พัฒนาโดยมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด ร่วมกับ AstraZeneca โดยมีชื่อว่า ChAdOx1 nCoV-19 ให้ผลเป็นที่น่าพอใจสามารถภูมิคุ้มกันได้สำเร็จและปลอดภัย โดยมีรายงานว่าอาสาสมัครที่ได้รับวัคซีนสร้างแอนติบอดีและเม็ดเลือดขาวที่สามารถต่อสู้กับไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ได้

อย่างไรก็ดีในสัปดาห์ที่ผ่านมา ตลาดยังคงมีความกังวลในประเด็นเรื่องความขัดแย้งระหว่างสองประเทศมหาอำนาจได้แก่สหรัฐและจีน หลังกระทรวงพาณิชย์สหรัฐ ประกาศขึ้นบัญชีดำบริษัทจีนอีก 11 แห่งที่เกี่ยวข้องกับการละเมิดสิทธิมนุษย์ชนชาวอุยกูร์และชนกลุ่มน้อยชาวมุสลิมอื่น ๆ ในซินเจียง รวมถึงการที่กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐสั่งปิดสถานกงสุลจีนในนครฮูสตัน รัฐเท็กซัส ในวันอังคาร (21/7) ตามเวลาสหรัฐโดยให้เหตุผลว่าเพื่อปกป้องทรัพย์สินทางปัญญาของสหรัฐ และข้อมูลความเป็นส่วนตัวอื่น ๆ ของพลเมืองของตัวเอง

โดยนายไมค์ ปอมเปโอ รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐ ระบุว่า การปิดสถานกงสุลถือเป็นการป้องกันไม่ให้จีนกระทำการเกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญาในอนาคต เนื่องจากที่ผ่านมาพบว่าจีนมีความกี่ยวข้องอย่างมากกับการขโมยทรัพย์สินทางปัญญาของสหรัฐ และหลายประเทศในยุโรป ซึ่งรวมถึงข้อมูลของสถาบันวิจัยโควิด-19 และข้อมูลของบริษัทอีกหลายแห่งทั่วโลก ในภายหลังมีการเปิดเผยว่ารัฐบาลจีนอาจดำเนินการตอบโต้สหรัฐโดยการสั่งลดจำนวนเจ้าหน้าที่สถานกงสุลสหรัฐในฮ่องกง รวมถึงสั่งปิดสถานทูตสหรัฐในเมืองอู่ฮั่นด้วย

สำหรับค่าเงินบาทในสัปดาห์นี้ค่อนข้างผันผวนไปในทิศทางอ่อนค่า โดยได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ทางการเมืองภายในประเทศที่ยังเปราะบาง โดยในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา มีการชุมนุมของแนวร่วมกลุ่มเยาวชนปลดแอกในหลายพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็น กรุงเทพฯ เชียงใหม่ และอุบลราชธานี โดยมีข้อเรียกร้องต่อรัฐบาลใน 3 ประเด็น ได้แก่ ยุบสภา หยุดคุกคามประชาชน และร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งทั้งสัปดาห์พบว่ายังมีการนัดรวมตัวของแนวร่วมกลุ่มนี้ในอีกหลายจังหวัด

นอกจากนี้หลังจากรัฐมนตรี 4 ท่าน ประกาศลาออกจากตำแหน่งอย่างเป็นทางการในวันที่ 16 กรกฎาคมที่ผ่านมา ทางรัฐบาลได้มีการเร่งปรับเก้าอี้รัฐมนตรี โดล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีกล่าวว่าจะจัดการให้เสร็จสิ้นภายในเดือนสิงหาคมนี้

ในวันพฤหัสบดี (23/7) มีรายงานว่าประเทศไทยและไต้หวันอาจจะถูกกระทรวงการคลังสหรัฐบรรจุลงในรายชื่อประเทศที่มีการแทรกแซงค่าเงินเพื่อสร้างความได้เปรียบทางการค้ากับสหรัฐ ทำให้นางจันทวรรณ สุจริตกุล ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายสื่อสารและความสัมพันธ์องค์กร ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ออกมาชี้แจงว่า ธปท.และกระทรวงการคลังสหรัฐ ได้มีการหารือกันอยู่เป็นระยะถึงความจำเป็นของธนาคารกลางที่ต้องเข้ารักษาเสถียรภาพของค่าเงินในบางช่วงเวลาและได้เน้นว่าธุรกรรมของ ธปท.ไม่ได้เกิดขึ้นเพื่อบิดเบือนค่าเงินเพื่อสร้างความได้เปรียบทางการค้ากับคู่ค้าอย่างแน่นอน

ในส่วนของรายงานดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมเดือนมิถุนายน 2563 ของไทยนั้น ปรับตัวดีขึ้นอยู่ที่ 80.0 จากระดับ 78.4 ในเดือนก่อนหน้า โดยได้รับผลบวกจากการที่รัฐบาลผ่อนปรนมาตรการควบคุมโควิด-19 ทำให้ผู้ประกอบการสามารถดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้มากขึ้น ทั้งนี้ระหว่างสัปดาห์ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 31.50-31.85 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ก่อนปิดตลาดในวันศุกร์ (24/7) ที่ระดับ 31.69/71 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโร ค่าเงินยูโรเปิดตลาดในวันจันทร์ (20/7) ที่ระดับ 1.1421/22 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร เคลื่อนไหวในกรอบจากระดับปิดตลาดในวันศุกร์ (17/7) ที่ระดับ 1.1426/29 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร เคลื่อนไหวในกรอบจากระดับปิดตลาดในวันศุกร์ (17/7) ที่ระดับ 1.1426/29 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร

ในช่วงต้นสัปดาห์ ค่าเงินยูโรยังเผชิญกับความไม่แน่นอนในเรื่องบประมาณเยียวยาผลกระทบจากโควิด-19 ที่มีการเจรจาในเวที EU Summit ช่วงสุดสัปดาห์ โดยชาติสมาชิกไม่สามารถหาข้อตกลงร่วมกันได้ในหลายประเด็น โดยนายเดวิด แซสโชลี ประธานรัฐสภายุโรป กล่าวว่า รัฐสภายุโรปจะไม่ให้การรับรองข้อตกลงของสหภาพยุโรป (EU) ในการจัดตั้งกองทุนฟื้นฟูเศรษฐกิจ หากข้อตกลงดังกล่าวไม่สอดคล้องกับเงื่อนไขที่รัฐสภาระบุไว้

ทั้งนี้ รัฐสภายุโรปต้องการให้การจัดตั้งกองทุนฟื้นฟูเศรษฐกิจมีการรวมถึงมาตรการในการปกป้องการบังคับใช้กฎหมาย โดยจะระงับการให้ความช่วยเหลือทางการเงินต่อประเทศที่ละเมิดหลักการประชาธิปไตย อย่างไรก็ดี ค่าเงินยูโรทยอยปรับตัวแข็งค่าขึ้น หลังได้รับแรงหนุนจากการอนุมัติวงเงินฟื้นฟูของประเทศสมาชิกในสหภาพยุโรปในวันอังคาร (21/7) โดยผู้นำจาก 27 ชาติของสหภาพยุโรป (EU) ได้บรรลุข้อตกลงในการจัดตั้งกองทุนฟื้นฟูวงเงิน 7.5 แสนล้านยูโรที่จะมาช่วยเยียวยาผลกระทบของโควิด-19 โดยกองทุนฟื้นฟูดังกล่าวประกอบด้วยเงินกู้และเงินให้เปล่า ซึ่งสำหรับเงินกู้นั้นจะชำระเงินคืนด้วยเงินรายได้จากการเก็บภาษี

นอกจากนี้ ข่าวดีจากความคืบหน้าของการทดลองวัคซีนโควิด-19 ของมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดยังเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ทำให้เงินยูโรซึ่งเป็นสินทรัพย์เสี่ยงเป็นที่ต้องการในตลาดมากขึ้น ทั้งนี้ระหว่างสัปดาห์ค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 1.1400-1.1626 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดในวันศุกร์ (24/7) ที่ระดับ 1.1605/07 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร

สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยน เปิดตลาดในวันจันทร์ (207) ที่ระดับ 107.39/70 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ปรับตัวอ่อนจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (17/7) ที่ระดับ 107.11/14 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ในสัปดาห์นี้ ค่าเงินเยนค่อนข้างผันผวน โดยในช่วงต้นสัปดาห์ นักลงทุนลดการถือครองสินทรัพย์ปลอดภัย ขานรับข่าวดีเรื่องการพัฒนาวัคซีนโควิด-19 ที่มีความคืบหน้าสร้างความหวังว่าจะมีวัคซีนป้อนเข้าสู่ตลาดได้เร็ว ๆ นี้

นอกจากนี้ การที่ประเทศสมาชิกของสหภาพยุโรปเห็นพ้องกันในการผ่านงบประมาณที่จะนำมาเยียวยาผลกระทบจากโควิด-19 นั้น ได้ช่วยลดความตึงเครียดในตลาดการเงินลง อย่างไรก็ตาม เงินเยนกลับมาแข็งค่าอีกครั้งในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย หลังประเด็นความขัดแย้งระหว่างสหรัฐและจีนทวีความรุนแรงมากขึ้น โดยทางการจีนอาจตอบโต้สหรัฐด้วยการสั่งปิดสถานทูตของสหรัฐในจีนหรือสั่งลดเจ้าหน้าที่ของสถานทูตสหรัฐในฮ่องกง หลังทางการสหรัฐสั่งปิดสถานทูตจีนที่เมืองฮูสตันเมื่อกลางสัปดาห์ ทั้งนี้ระหว่างสัปดาห์ค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 106.15-107.52 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดในวันศุกร์ (24/7) ที่ระดับ 106.35/38 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ

ไม่พลาดข่าวสำคัญ เจาะลึกทุกประเด็น
เพิ่มเราเป็นเพื่อนทาง @prachachat

ติดตามข่าวธุรกิจ