“ทิพยฯ” พลิกเกมสู้วิกฤต ตั้งโฮลดิ้งลุยลงทุน ปั๊มกำไร

เอ็มดีใหญ่ ทิพยประกันภัย
สัมภาษณ์

สถานการณ์โควิด-19 ที่ฟาดชิ่งเศรษฐกิจไทยจนดำดิ่งติดลบ กระทบต่อการทำธุรกิจในปี 2563 นี้เป็นอย่างมาก ไม่เว้นแม้แต่ธุรกิจประกันภัยที่แม้จะได้รับผลบวกอยู่บ้างจากประกัน “โควิด-19” แต่เมื่อเทียบกับภาพรวมแล้ว ก็ไม่ได้ช่วยอะไรมากนัก ส่วนแนวโน้มช่วงที่เหลือของปีจะเป็นอย่างไร “ดร.สมพร สืบถวิลกุล” กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.ทิพยประกันภัย (TIP) ผู้ครองมาร์เก็ตแชร์เป็นอันดับ 2 ของธุรกิจประกันวินาศภัยในประเทศไทย จะมาฉายภาพให้เห็นชัดเจนยิ่งขึ้น

ปีนี้ธุรกิจประกันไม่ฟื้น

“ดร.สมพร” ประเมินว่า ตั้งแต่ครึ่งปีหลังไปจนถึงปี 2564 อุตสาหกรรมประกันภัยยังคงเหนื่อยลากยาว จากเศรษฐกิจที่ถดถอย และแม้ว่าเศรษฐกิจจะเริ่มฟื้นตัวดีขึ้น แต่ประกันภัยจะฟื้นตัวช้าตามหลังธุรกิจอื่น ๆ ประมาณ 3-6 เดือน ซึ่งการจะทำให้ธุรกิจเดินหน้าไปได้ เบี้ยขนาดใหญ่ต้องกลับมาฟื้นตัวเร็ว โดยเฉพาะประกันภัยรถยนต์ และประกันภัยการก่อสร้างงานโครงการขนาดใหญ่ ซึ่งหลังสิ้นไตรมาส 3 แล้ว บริษัทจะทบทวนเป้าเบี้ยรับรวมปีนี้ใหม่ จากเดิมที่คาดว่าจะอยู่ที่ 22,000 ล้านบาท หรือเติบโตได้ 6% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันปีก่อน

เนื่องจากผลกระทบจากวิกฤตโควิด-19 ทำให้เบี้ยงานรับประกันภัยโครงการขนาดใหญ่ของรัฐที่ปกติจะเข้ามาในช่วงไตรมาสสุดท้าย ชะลอออกไป ทั้งโครงการรถไฟฟ้าและโครงการก่อสร้างสนามบิน ทำให้เบี้ยส่วนนี้หายไป 1,000-2,000 ล้านบาท

“โครงการภาครัฐส่วนใหญ่จะเป็นโครงการที่เกิดขึ้นในไตรมาสสุดท้ายของปี หลังงบประมาณผ่านสภาแล้ว ซึ่งดูแนวโน้มช่วงนี้ยังไม่แน่ใจว่าจะมีการดำเนินโครงการหรือไม่ เพราะจริง ๆแล้วโครงสร้างพื้นฐานจะมีกลุ่มชาวต่างชาติ ทั้งผู้ร่วมทุน ผู้รับเหมา หรือวิศวกร เข้ามามีส่วนร่วมด้วย แต่ตอนนี้มีปัญหาว่า คนเหล่านี้ไม่สามารถเข้ามาในประเทศได้”

แตะเบรกขยายลงทุนกัมพูชา

สำหรับแผนงานลงทุนในต่างประเทศของบริษัท “ดร.สมพร” ยอมรับว่า คงต้องชะลอไปก่อน เพราะสถานการณ์โควิด-19 ยังไม่แน่นอน จากเดิมปีนี้ที่มีแผนเข้าไปขยายการลงทุนในประเทศกัมพูชา ก็คงต้องขยับไปเป็นปีหน้าแทน

ส่วนความร่วมมือกับบริษัทประกันภัยต่อ (รีอินชัวเรอร์) ในต่างประเทศ บริษัทก็ต้องทบทวนว่า จากผลกระทบโควิด-19 มีรีอินชัวเรอร์ที่ถูกดาวน์เกรดลงไปสู่ระดับที่น่ากังวลหรือไม่ ซึ่งหากมีก็อาจต้องเปลี่ยนบริษัท เนื่องจากปกติแล้ว ทิพยประกันภัยจะทำประกันภัยต่อเฉพาะกับรีอินชัวเรอร์ที่มีเรตติ้งไม่ต่ำกว่า A

“ถ้ารีอินชัวเรอร์เจ้าไหนถูกดาวน์เกรดลงมาต่ำกว่าระดับ A เราก็จะไม่ทำสัญญาใหม่ ส่วนสัญญาที่มีอยู่แล้วก็ต้องเจรจากันดูว่า ศักยภาพในการชำระหนี้เป็นอย่างไร ต้องลดสัดส่วนที่ถือไว้หรือไม่ และถ้าแย่จริง ๆ เราก็จะมีกรอบเวลาเพื่อยุติและไปหาเจ้าใหม่มารับแทน โดยปัจจุบันสัดส่วนรายได้จากต่างประเทศคิดเป็น 5% ของรายได้รวมบริษัท”

บุกประกันรายย่อย

โดยการทำธุรกิจในช่วงที่เหลือของปีนั้น “ดร.สมพร” บอกว่า บริษัทคงจะต้องโฟกัสงานประกันภัยรายย่อยมากขึ้น เพื่อมาชดเชยเบี้ยก้อนใหญ่ที่จะหายไป โดยหากทางการปลดล็อกให้ต่างชาติเข้ามาในประเทศไทยมากขึ้น ผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับการประกันสุขภาพ คงเป็นทางเลือกจากความกังวลของประชาชนที่มีมากขึ้น นอกจากนี้ จะพยายามขยายการรับประกันไปสู่ร้านค้ารายย่อย, ลูกจ้างที่กลัวตกงาน หรือการประกันภัยกลุ่มงานอีเวนต์ (event cancellation)

“ผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ เหล่านี้จะทยอยออกมาในช่วงครึ่งปีหลังนี้ โดยคาดว่าจะช่วยหนุนเพิ่มสัดส่วนลูกค้ารายย่อยขึ้นมาเป็น 50% ภายในสิ้นปีนี้”

ปรับรูปแบบธุรกิจตั้ง “โฮลดิ้ง”

“ดร.สมพร” ยอมรับว่า แนวโน้มการทำกำไร จากการรับประกันปีนี้ ถือว่าบางลงไปมาก จากการแข่งขันที่รุนแรงในตลาด บริษัทจึงได้หันมาให้ความสำคัญในการสร้างกำไรจากการลงทุน เพื่อบาลานซ์พอร์ตโฟลิโอให้เติบโตได้ต่อเนื่อง

อย่างไรก็ดี ที่ผ่านมาบริษัทใช้เวลากว่า 2 ปี ในการศึกษาแนวทางปรับโครงสร้างการถือหุ้นและการจัดการของบริษัทไปเป็นรูปแบบโฮลดิ้งคอมปะนี เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันทางธุรกิจ เพิ่มความคล่องตัวในการขยายธุรกิจ และลดข้อจำกัดด้านการลงทุน ซึ่งมีความยืดหยุ่นกว่าการลงทุนโดยบริษัทประกันวินาศภัยที่ลงทุนได้เพียง 10% ในบริษัทนั้น และมีโอกาสสร้างผลกำไรและผลตอบแทนผู้ถือหุ้นที่มากขึ้นในอนาคตจากการลงทุนที่มีความหลากหลาย ทำให้ธุรกิจมีความแข็งแกร่งมากขึ้น

แต่ทั้งนี้ บริษัทยังคงเน้นลงทุน 75% ในธุรกิจประกันภัย และอีก 25% ในธุรกิจที่สนับสนุนระบบประกันภัย เช่น อินชัวร์เทค เป็นต้น

“คาดว่าจะเสนอแผนปรับโครงสร้างการถือหุ้นและตั้งโฮลดิ้งต่อที่ประชุมผู้ถือหุ้นในวันที่ 1 ก.ย.นี้ หากได้รับการอนุมัติ จากนั้นบริษัทจะเพิ่มทุนเป็น 600 ล้านบาท โดยโฮลดิ้งคอมปะนีจะทําคําเสนอซื้อหลักทรัพย์ทั้งหมดของทิพยประกันภัย เพื่อแลกกับหลักทรัพย์แบบ 1 ต่อ 1 ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาไม่เกิน 135 วัน เมื่อเสร็จสิ้น ตัวโฮลดิ้งก็จะเข้าเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) โดยใช้ชื่อย่อ TIPH แทน TIP เดิม ซึ่งกระบวนการทั้งหมดน่าจะแล้วเสร็จภายในปลายปีนี้หรือไม่เกินไตรมาสแรกปี 2564”

คงต้องติดตามกันต่อไป

ไม่พลาดข่าวสำคัญ เจาะลึกทุกประเด็น
เพิ่มเราเป็นเพื่อนทาง @prachachat

ติดตามข่าวธุรกิจ