ดอลลาร์อ่อนค่า หลังรายงานผลประชุมเฟดส่งสัญญาณกังวลอัตราเงินเฟ้อ

ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพ รายงานว่า ภาวะการเคลื่อนไหวตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันพฤหัสบดีที่ 12 ตุลาคม 2560 ค่าเงินบาทเปิดตลาดที่ระดับ 33.12/15 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ปรับตัวแข็งค่าจากระดับปิดตลาดในวันพุธ (11/10) ที่ระดับ 33.19/21 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ หลังจากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ได้เปิดเผยรายงานการประชุมประจำเดือนกันยายน โดยระบุว่าเจ้าหน้าที่เฟดมีความเห็นที่แตกต่างกันในประเด็นเงินเฟ้อ โดยเจ้าหน้าที่เฟดจำนวนหนึ่งยังคงมองว่า การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปีนี้ถือเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผล หากแนวโน้มเศรษฐกิจระยะกลางยังคงไม่เปลี่ยนแปลง ขณะที่เจ้าหน้าที่เฟดบางคนได้แสดงความเชื่อมั่นว่า อัตราเงินเฟ้อของสหรัฐจะปรับตัวสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่เฟดอีกจไนวนหนึ่งกล่าวว่า การตัดสินใจเรื่องอัตราดอกเบี้ยนั้น ควรพิจารณาจากข้อมูลเศรษฐกิจและเงินเฟ้อเป็นหลัก โดยเจ้าหน้าที่บางคนมองว่า เฟดยังไม่ควรปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย จนกว่าอัตราเงินเฟ้อจะส่งสัญญาณว่ามีแนวโน้มที่จะดีดตัวขึ้นสู่เป้าหมายของเฟดที่ระดับ 2% ในระยะกลาง นอกจากนี้ รายงานการประชุมยังระบุว่าเจ้าหน้ที่หลายคนได้แสดงความกังวลเกี่ยวกับอัตราเงินเฟ้อที่ยังคงอยู่ต่ำกว่าเป้าหมายของเฟด และแนะนำให้คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (FOMC) ประเมินสถานการณ์ เงินเฟ้อก่อนที่จะตัดสินใจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกครั้งในปีนี้

ในส่วนของประเทศไทยนั้น นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์เปิดเผยว่า การเดินทางเยือนกรุงวอชิงตัน ดีซี สหรัฐอเมริกา ของนายกรัฐมนตรี (พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา) ตามคำเชิญของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกา ระหว่างวันที่ 2-4 ตุลาคม 2560 ประสบผลสำเร็จดี โดยเฉพาะการหารือด้านการค้าและการลงทุน ทำให้ผู้นำทั้งสองฝ่ายมีโอกาสหารือกันอย่างใกล้ชิด เข้าใจกันมากยิ่งขึ้น และพร้อมที่จะร่วมมือเพื่อสร้างผลประโยชน์ร่วมกัน โดยได้ก้าวข้ามปัญหาการขาดดุลการค้า เน้นการจับมือเป็นพันธมิตรเพิ่มมูลค่าการค้าการลงทุนระหว่างกัน นอกจากนี้กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) รายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลก (World Economic Outlook Update) ในเดือนตุลาคม 2560 ซึ่งมีการปรับเพิ่มคาดการณ์เศรษฐกิจโลกในปี 60 และ 61 ขึ้นเป็น 3.6% และ 3.7% จากคาดการณ์เดิมในเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา ที่ระดับ 3.5% และ 3.6% ตามลำดับ เนื่องจากมองการเติบโตระยะสั้นดีขึ้นหลายภูมิภาคโดยเฉพาะในกลุ่มประเทศเกิดใหม่ สำหรับประเทศไทย IMF มองว่าเศรษฐกิจไทยจะได้รับประโยชน์จากเศรษฐกิจโลกที่ขยายตัวมากขึ้น โดยเฉพาะด้านการส่งออกและท่องเที่ยว แนวโน้มการขยายตัวทางเศรษฐกิจในหลาย ๆ ประเทศจะเป็นแรงส่งให้การส่งออกไทยและภาคการท่องเที่ยวขยายตัวต่อเนื่อง นอกจากนี้ความเชื่อมั่นที่เพิ่มสูงขึ้นจะเป็นแรงสนับสนุนให้มีการลงทุนจากต่างประเทศเข้ามาในไทยมากขึ้น ทั้งนี้ในระหว่างวันค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในช่วงระหว่าง 33.11-33.165 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ก่อนปิดตลาดที่ระดับ33.10/12 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

สำหรับค่าเงินยูโรวันนี้ (12/10) เปิดตลาดที่ระดับ 1.1870/72 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ปรับตัวแข็งค่าขึ้นจากระดับปิดตลาดในวันพุธ (11/10) ที่ระดับ 1.1855/57 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร หลังจากเงินดอลลาร์ปรับตัวอ่อนค่า เนื่องจากความกังวลในเรื่องตัวเลขเงินเฟ้อ ที่อาจจะมีผลชะลอการปรับขึ้นดอกเบี้ยของเฟดออกไปในอนาคต นอกจากนี้กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้มีการปรับคาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจในกลุ่มประเทศหลังถูกปรับขึ้น โดยประมาณการล่าสุดสำหรับเขตยูโรโซนเติบโตที่ 2.1% ทั้งนี้ในระหว่างวันค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในช่วงระหว่าง 1.1860-1.1880 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ก่อนปิดตลาดที่ระดับ 1.1861/63 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร

ในส่วนของค่าเงินเยนวันนี้ (12/10) เปิดตลาดที่ระดับ 112.32/34 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ปรับตัวแข็งค่าจากราคาปิดตลาดในวันพุธ (11/10) ที่ระดับ 112.39/41 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ หลังจากธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) เปิดเผยในวันนี้ว่า ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อในระดับค้าส่ง ปรับตัวขึ้น 3% ในเดือน ก.ย. เมื่อเทียบเป็นรายปี ซึ่งเป็นการขยายตัวในอัตราที่รวดเร็วที่สุดในรอบ 9 ปี หลังจากราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น ทั้งนี้ ดัชนี PPI ปรับตัวขึ้นติดต่อกันเป็นเดือนที่ 9 และทำสถิติปรับตัวขึ้นมากที่สุดนับตั้งแต่เดือน ธ.ค. 2551 สำนักข่าวเกียวโตรายงานว่า ดัชนี PPI ที่เคลื่อนไหวในทิศทางขาขึ้นนั้น อาจทำให้ราคาผู้บริโภคปรับตัวขึ้น หากภาคธุรกิจตัดสินใจผลักภาระต้นทุนให้กับผู้บริโภค ซึ่งจะช่วยให้ BOJ สามารถบรรลุเป้าหมายในการผลักดันเงินเฟ้อขึ้นสู่ระดับ 2% ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) พื้นฐาน ซึ่งไม่นับรวมราคาในหมวดอาหาร ปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.7% ในเดือน ส.ค. เมื่อเทียบเป็นรายปี แต่ยังคงอยู่ห่างไกลจากเป้าหมายของ BOJ ทั้งนี้ในระหว่างวันค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในช่วงระหว่าง 112.56-112.84 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ก่อนปิดตลาดที่ระดับ 112.30/32 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ

ข้อมูลทางเศรษฐกิจที่สำคัญที่ต้องจับตาดูในสัปดาห์นี้ ได้แก่ จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์สหรัฐ (12/10) และรายงานตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐ (13/10) และยอดค้าปลีกสหรัฐ (13/10)

สำหรับอัตราป้องกันความเสี่ยง (Swap point) ภาคเช้า 1 เดือนในประเทศอยู่ที่ -0.5/-0.4 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ และอัตราป้องกันความเสี่ยง (Swap point) ภาคเช้า 1 เดือนต่างประเทศ อยู่ที่ -2.5/-1.5 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ