ถอด-รื้อโครงสร้างเศรษฐกิจ ตลาดเงิน-ตลาดทุน มุ่งสู่ ESG หนีวิกฤต

ทั่วโลกเผชิญหน้าภาวะวิกฤตโรคระบาดที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์กว่า 100 ปี ส่งผลสะเทือนตั้งแต่เศรษฐกิจรากหญ้า ท้าทายเจ้าของธุรกิจ วิกฤตถึงกระดานหุ้น

การถอดรื้อ-ปรับโครงสร้างโลกหลังวิกฤต ถูกโฟกัสที่หลักการบริหาร “ความยั่งยืน” ให้ความสำคัญกับการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล (environmental, social and governance : ESG) ตลาดเงิน-ตลาดทุน และองค์กรกำกับในประเทศไทย ก็เลี่ยงกลไกนี้ไม่ได้

สำนักข่าวออนไลน์ไทยพับลิก้า จัดสัมมนา “ESG อนาคตประเทศไทยสู่ความยั่งยืน”

ธปท.จี้เปลี่ยนนโยบายสร้างการเติบโตประเทศ

นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า การขับเคลื่อนประเทศไทยที่ผ่านมา มักเน้นการเติบโต โดยไม่คำนึงถึงเรื่อง ESG เช่น เน้นการท่องเที่ยวแบบจำนวนหัว ไม่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม หรือการกระตุ้นการเกิดการกู้ยืมเงิน เพื่อหนุนการใช้จ่าย แต่ไม่ได้คำนึงถึงผลข้างเคียงเรื่องหนี้ครัวเรือนที่ขยับสูงขึ้น

ส่วนเรื่องธรรมาภิบาล ไทยก็ติดอันดับ 100 ในเรื่องคอร์รัปชั่น ขณะที่สิงคโปร์อยู่อันดับ 4 หรืออินโดนีเซียที่ได้รับการจัดอันดับดีกว่าไทย

“มองไปข้างหน้า จะเน้นการเติบโตแบบไม่คำนึงถึง ESG คงไม่ได้ เพราะภาวะโลกร้อนจากก๊าซเรือนกระจก ส่งผลกระทบอย่างชัดเจน โดยไทยอยู่ในอันดับ 7 ของโลกที่โดนน้ำท่วม อย่างเหตุการณ์เมื่อปี 2554 ก็ทำให้อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) หดตัวเหลือ 0.1% และในปี 2557 ไทยเจอภัยแล้ง ก็ทำให้รายได้เกษตรกรหายไปกว่า 5.7 หมื่นล้านบาท”

“ส่วนประเด็นด้านสิทธิมนุษยชนและกฎหมาย IUU ก็จะกลับมาเป็นประเด็นความเสี่ยงอีกครั้ง ภายหลังนายโจ ไบเดน ได้รับการเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีสหรัฐ” นายเศรษฐพุฒิกล่าว

ในอนาคตจะมีความเสี่ยงมากขึ้น ดังนั้น ไทยจะต้องปรับเปลี่ยนมาเป็นเติบโตแบบใหม่ (growth engines) ด้วย ESG โดยหาโอกาสในเซ็กเตอร์ที่มีโอกาส เช่น ศูนย์สุขภาพ เพราะไทยมีภาพลักษณ์เรื่องการดูแลบริหารจัดการโควิด-19 ที่ดีที่สุด และเน้นให้นักท่องเที่ยวเข้ามาแล้วอยู่นานขึ้น หรือเข้ามาทำงานแบบเสียภาษี เซ็กเตอร์อาหาร ต้องเน้นออร์แกนิก เพื่อเพิ่มมูลค่าเพิ่ม เซ็กเตอร์ยานยนต์ต้องไปสู่รถยนต์ไฟฟ้า (อีวี)

“บรรยง” ย้ำกลไกธรรมาภิบาลคำนึงสังคม

นายบรรยง พงษ์พานิช ประธานกรรมการบริหาร กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) กล่าวว่า บริษัททั้งหลายที่ตั้งขึ้นมาย่อมหวังจะทำกำไรในระยะยาวอยู่แล้ว เพียงแต่ขณะนี้ด้วยความฉุกเฉินเร่งด่วนของสถานการณ์โควิด-19 รวมถึงด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งรู้สึกว่ากลไกด้านธรรมาภิบาลที่เป็นอยู่ ยังไม่มีประสิทธิภาพในการสร้างความยั่งยืนได้อย่างเข้มข้น

ดังนั้น สิ่งที่พึงต้องทำ ก็คือการ “อัพเดต” กลไกให้ธุรกิจมีการคำนึงถึงทั้งผู้ถือหุ้น (shareholder) และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (stakeholder)

“แปลว่า ไม่ได้คิดถึงแต่เพียงผู้ถือหุ้น แต่ต้องคิดไปถึงลูกค้า คู่ค้า พนักงาน สังคม ไปจนกระทั่งสิ่งแวดล้อมให้ครบทุกมิติ” นายบรรยงกล่าว

นอกจากนี้ ภาครัฐก็ต้องมีบทบาทสำคัญในการสร้างพฤติกรรมที่จะชักนำธุรกิจไปสู่ความยั่งยืนที่สังคมต้องการได้อย่างทันท่วงที

“ในยามที่ต้องประสบกับวิกฤตโควิด ขณะนี้เป็นช่วงที่ตลาดไม่ปกติ ธปท.จะต้องเข้ามาดูแล จะต้องมีการจัดการและวางแผนดูแล เนื่องจากเมื่อเกิดวิกฤตไปแล้ว จะทำให้เกิดหนี้เสียจำนวนมาก แม้จะไม่ทำให้สถาบันการเงินล้ม แต่ก็มีหนี้เสียอยู่ก้อนใหญ่ รัฐต้องเข้ามาดูแลเพราะอาจส่งผลกระทบต่อความยั่งยืนของสถาบันการเงินด้วย”

ก.ล.ต.เล็งขยายออกกองทุนรวม ESG

นางสาวรื่นวดี สุวรรณมงคล เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กล่าวว่า ก.ล.ต.มีแผนจะขับเคลื่อนให้นักลงทุนรายย่อยให้ความสำคัญต่อข้อมูล ESG เพื่อให้สอดคล้องไปในทิศทางเดียวกับนักลงทุนสถาบันและนักลงทุนต่างชาติ โดยจะเข้าไปหารือกับทางบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) เพื่อสนับสนุนให้ออกกองทุนรวมประเภท ESG funds มากขึ้น

ปัจจุบันแนวทางด้านการเงินที่ยั่งยืน (sustainable finance) ถือว่าได้รับการตอบรับอย่างมาก มีตราสารหนี้ที่มุ่งเน้นระดมทุนเพื่อใช้ลงทุนในโครงการที่ส่งผลดีต่อสิ่งแวดล้อม (green bond) ตราสารหนี้ที่มุ่งเน้นระดมทุนเพื่อนำไปพัฒนาสังคม และคุณภาพชีวิตของคนในชุมชนให้ดีขึ้น (social bond) และการลงทุนของภาคเอกชนในพันธบัตร เพื่อนำรายได้ไปใช้ในกิจกรรมพัฒนาสังคมแทนกิจการเชิงพาณิชย์ (social impact bond)

ซึ่งในระบบมีบริษัทออกตราสารประเภทนี้ไปแล้วทั้งหมดรวม 12 บริษัท มีมูลค่ากว่า 1 แสนล้านบาท ทั้งนี้ ก.ล.ต.ต้องการสนับสนุนให้มีการออก social impact bond เพื่อนำรายได้มาช่วยผู้พ้นโทษด้วย

“สิ่งที่ ก.ล.ต.ช่วยเหลือในเรื่อง ESG คือ ยกเว้นค่าธรรมเนียมการออก ESG related bond ทั้งหมดไปจนถึง พ.ค. 2564 และจะพิจารณาว่าจำเป็นต้องยกเว้นค่าฟีให้ถาวรหรือไม่ เบื้องต้นคงต้องพิจารณาเป็นเฟส ๆ ในแต่ละปีไปก่อน” นางสาวรื่นวดีกล่าว

ปั้น ESG เป็นจุดขายใหม่ตลาดหุ้นไทย

นายภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กล่าวว่า แม้ว่าปัจจุบันบริษัทในตลาดหุ้นไทยจะถูกมองว่าไม่เซ็กซี่ เนื่องจากไม่มีบริษัทเทคโนโลยีเข้ามาจดทะเบียนมากนัก แต่โดยส่วนตัวเชื่อว่ายังมีบริษัทไทยที่มีศักยภาพสูง ที่ปรับตัวเข้ากับ new normal ได้ดี เช่น ธุรกิจด้านสุขภาพและอาหาร รวมไปถึงธุรกิจที่มุ่งเน้นความยั่งยืน ซึ่งจะเป็น “จุดขาย” ของตลาดหุ้นไทยในอนาคตได้

“สิ่งที่ตลาดหลักทรัพย์ฯต้องเร่งดำเนินการ คือ การวางเกณฑ์เรื่องความยั่งยืน เพื่อโปรโมตและให้ข้อมูล บลจ.หรือนักลงทุนสถาบันทั่วโลกนำไปวิเคราะห์ เพื่อเข้ามาลงทุนในบริษัทไทยมากขึ้น ขณะเดียวกันพยายามผลักดันให้บริษัทจดทะเบียนไทยขนาดกลางและขนาดเล็กให้ความสนใจเรื่องความยั่งยืนมากขึ้นด้วย จากปัจจุบันมีบริษัทจดทะเบียนไทยขนาดใหญ่มากกว่า 58 บริษัท จัดอยู่ในดัชนีความยั่งยืนไทย (SETTHSI) และมีกองทุนรวมมากกว่า 20 แห่งที่เข้าไปลงทุน ด้วยมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ (NAV) รวมกว่า 25,000 ล้านบาท”

“หลังจากช่วงโควิด-19 เริ่มเห็นนักลงทุนรายย่อยหันมาให้ความสนใจเรื่อง ESG มากขึ้น”

ไม่พลาดข่าวสำคัญ เจาะลึกทุกประเด็น
เพิ่มเราเป็นเพื่อนทาง @prachachat

ติดตามข่าวธุรกิจ