“ธนาคารกรุงเทพ” ผนึก “เอไอเอ” เขย่ามาร์เก็ตแชร์ “แบงก์แอสชัวรันซ์”

การจับมือเป็นพันธมิตรกันระหว่าง “ธนาคารกรุงเทพ” กับ “เอไอเอ กรุ๊ป” เมื่อไม่นานนี้กำลังสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้แก่วงการแบงก์-ประกันที่ใช้ช่องทางขายประกันผ่านธนาคาร หรือ “แบงก์แอสชัวรันซ์”

ที่เดิมรู้กันดีว่า แบงก์ต่าง ๆ จะขายโปรดักต์การเงินให้แก่ธุรกิจในเครือเท่านั้น อย่างกรณีแบงก์กรุงเทพเองก็มี “กรุงเทพประกันชีวิต” อยู่ในเครือ

ทั้งนี้ ความร่วมมือที่จะเกิดตลอดระยะเวลาที่ดีลกันไว้ 15 ปีนี้ นอกจากจะทำให้ “เอไอเอ” สามารถเพิ่มช่องทางขายผ่านสาขาแบงก์กรุงเทพได้มากถึง 1,200 แห่งทั่วประเทศ ในฟาก “แบงก์กรุงเทพ” เอง ก็จะมีโปรดักต์ที่หลากหลายมาซัพพอร์ตลูกค้ามากขึ้น

ดังนั้น ความร่วมมือดังกล่าว จึงเป็นสัญญาณใหม่ที่ก้าวข้าม “การผูกขาด” ของแต่ละค่าย ไปสู่การเปิดกว้างทางธุรกิจมากยิ่งขึ้น ซึ่งทุกอย่างย่อมเป็นไปได้บนโซลูชั่นแบบ “win-win” นั่นเอง

โดย “อึง เค็ง ฮุย” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มบริษัทเอไอเอ บอกว่า ความร่วมมือดังกล่าว จะสร้างโอกาสการทำงานร่วมกันเพื่อนำเสนอความคุ้มครองและแผนการออมในระยะยาวแก่ลูกค้าของแบงก์กรุงเทพ ซึ่งฐานลูกค้ากำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง และยังช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งให้ธุรกิจแบงก์แอสชัวรันซ์ของเอไอเอในประเทศไทย ให้มีส่วนแบ่งทางการตลาดเพิ่มขึ้นจากเดิมที่มีเพียง 1.98% เท่านั้น

ขณะที่ “ชาติศิริ โสภณพนิช” กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ กล่าวว่า ปัจจุบันลูกค้าของธนาคารมีความต้องการประกันชีวิตหลากหลายรูปแบบมากขึ้น เพื่อเป็นเครื่องมือสะสมความมั่งคั่ง การออมเพื่ออนาคต และการสร้างความมั่นคงให้แก่ครอบครัว ซึ่งความร่วมมือกับเอไอเอ จะทำให้ธนาคารสามารถนำเสนอผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตและการออมที่หลากหลายยิ่งขึ้น เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า

ขณะเดียวกันผลจากความร่วมมือดังกล่าว กระทบชิ่งทำให้ “วิพล วรเสาหฤท” กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.กรุงเทพประกันชีวิต ต้องส่งหนังสือชี้แจงต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ถึงข้อเท็จจริงและผลกระทบกรณีนายหน้าธุรกิจประกันชีวิตของบริษัทมีคู่ค้าเพิ่มขึ้น เมื่อ 12 ต.ค. 60 เพื่อย้ำว่า แบงก์กรุงเทพยังคงสนับสนุนและขายผลิตภัณฑ์หลัก ๆ ของบริษัทต่อไป และผลิตภัณฑ์หลักของบริษัทก็ยังคงขายผ่านแบงก์กรุงเทพ คิดเป็นยอดขายมากกว่า 90% ของการเสนอขายประกันชีวิตรายใหม่ผ่านแบงก์ในระหว่างปี 2559 พร้อมยืนยันว่าความร่วมมือของแบงก์กรุงเทพที่เกิดขึ้น จะไม่มีผลกระทบต่อรายได้เบี้ยประกันภัยรับปีต่อไปที่เกิดจากการเสนอขายโปรดักต์ผ่านแบงก์มาก่อนหน้านั้นของบริษัท

ทั้งนี้ ข้อมูลส่วนแบ่งการตลาดของสมาคมประกันชีวิตไทย ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2560 (ม.ค.-มิ.ย.) พบว่า เจ้าตลาดอันดับหนึ่งแบงก์แอสชัวรันซ์คือค่าย “เมืองไทยประกันชีวิต” ซึ่งขายผ่านแบงก์กสิกรไทยที่เป็นบริษัทแม่ ขณะที่รองลงมาคือ “ไทยพาณิชย์ประกันชีวิต” ขายผ่านธนาคารไทยพาณิชย์ ส่วนอันดับ 3 “กรุงไทย-แอกซ่า ประกันชีวิต” ขายผ่านแบงก์กรุงไทย ขณะที่ “กรุงเทพประกันชีวิต” มีมาร์เก็ตแชร์ที่ 9.68% ติดอันดับ 4

ส่วน “เอไอเอ” ยังมีส่วนแบ่งการตลาดแบงก์แอสชัวรันซ์ค่อนข้างต่ำอยู่ที่ 1.98% ไม่ติดอันดับ 1 ใน 5

อย่างไรก็ดี การขายผ่านแบงก์แอสชัวรันซ์ที่เติบโตสูงในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมา ได้แก่ เจนเนอราลี่ประกันชีวิต (ไทยแลนด์) ที่เติบโต 154.98% ตามด้วยอาคเนย์ประกันชีวิต เติบโตที่ 151.22%

อย่างไรก็ตาม นอกจาก “บิ๊กดีล” ที่สั่นสะเทือนวงการแล้ว ก่อนหน้านี้ก็มี “เอฟดับบลิวดีประกันชีวิต” ที่จับมือกับ “ธนาคารทหารไทย” เพื่อเป็นช่องทางขายประกันให้เป็นเวลา 15 ปีรวมถึง “เจนเนอราลี่ประกันชีวิต (ไทยแลนด์)” ที่แท็กทีมกับ “แบงก์เกียรตินาคิน”

โดย “บัณฑิต เจียมอนุกูลกิจ” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.เจนเนอราลี่ประกันชีวิต บอกว่า การทำงานร่วมกันส่งผลให้ช่วง 9 เดือนแรกปี 2560 บริษัทมีเบี้ยรับรวมเติบโตแล้วกว่า 50% โดยแบงก์แอสชัวรันซ์เป็นช่องทางขายหลักที่มีสัดส่วน 56%

“การที่แบงก์กรุงเทพเปิดรับพันธมิตรอย่างเอไอเอ ถือเป็นการทำตลาดแบบ win-win เพราะธนาคารยังคงเป็นผู้รักษาฐานลูกค้าตัวเอง ขณะเดียวกันสามารถนำเสนอผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตที่หลากหลายเพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะหนุนให้เอไอเอขยายฐานลูกค้าใหม่ผ่านทางแบงก์ได้อีกช่องทางหนึ่งด้วย” นายบัณฑิตกล่าว

ด้านค่ายใหญ่อย่าง “ไทยประกันชีวิต” ที่มีส่วนแบ่งการตลาดแบงก์แอสชัวรันซ์อยู่ที่ 5.45% แม้ไม่ได้อยู่ในเครือแบงก์ใดเป็นพิเศษ แต่ก็มีการผนึกกับพันธมิตรหลายแห่ง ทั้งธนาคารกรุงศรีอยุธยา ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย


จากนี้ไปคงต้องติดตามว่า ผลจากดีลประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้น จะช่วยให้ “เอไอเอ” มีมาร์เก็ตแชร์แบงก์แอสชัวรันซ์ตีตื้นขึ้นมาได้แค่ไหน และฝั่ง “กรุงเทพประกันชีวิต” จะได้รับผลกระทบอย่างไร ทั้งยังต้องจับตาแนวโน้มการแข่งขันของธุรกิจประกันผ่านช่องทางแบงก์แอสชัวรันซ์ที่น่าจะดุเดือดมากขึ้นอีกด้วย