หุ้นไทยเสี่ยงพักฐานในกรอบ 1,555-1,575 จุด สารพัดปัจจัยลบกดดันตลาด

เงินบาท ตลาดหุ้น ปันผล

ตลาดหุ้นไทยเสี่ยงพักฐานต่อในกรอบ 1,555-1,575 จุด ท่ามกลางบรรยากาศลงทุนเชิงลบจากภายนอก นำโดยตลาดหุ้นสหรัฐย่อตัวเกือบ 1% บนความกังวลว่าไบเดนจะเสนอมาตรการขึ้นภาษีคนรวยเป็น 39.6% โควิดระบาดหนัก หุ้นกลุ่มพลังงานเผชิญแรงขายจากราคาน้ำมันโลกปรับตัวลงจากความกังวลอุปสงค์ในอินเดีย นักลงทุนสถาบันเริ่มขายทำกำไรเพื่อนำเงินออกมาจองหุ้น TIDLOR

บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ฟิลลิป (ประเทศไทย) รายงานแนวโน้มตลาดหุ้นไทยวันที่ 23 เม.ย. 2564 ว่า ตลาดหุ้นวันนี้มีความเสี่ยงจะพักฐานต่อในกรอบระหว่าง 1,555-1,575 จุด ท่ามกลางบรรยากาศลงทุนเชิงลบจากภายนอก นำโดยตลาดหุ้นสหรัฐที่ย่อตัวเกือบ 1% บนความกังวลว่าไบเดนจะเสนอมาตรการขึ้นภาษีคนรวยในส่วน Capital gain tax เป็น 39.6% จากปัจจุบันที่ 20% สำหรับคนอเมริกันที่มีรายได้เกิน 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ส่วนปัจจัยภายในยังต้องจับตาสถานการณ์การระบาดโควิด-19 ระลอกที่ 3 ในประเทศ ที่ยังไม่ตัดความเสี่ยงจากการต้องกลับมาใช้มาตรการคุมเข้มมากขึ้น หากสถานการณ์ไม่ดีขึ้น ขณะที่ตัวเลขผู้เสียชีวิตเริ่มเร่งตัวมากขึ้น รวมถึงหุ้นกลุ่มพลังงานที่เป็น Sector ใหญ่ของตลาดหุ้นไทยเผชิญแรงขายจากราคาน้ำมันโลกที่ปรับตัวลงจากความกังวลอุปสงส์ในอินเดีย เนื่องด้วยสถานการณ์โควิด-19 รุนแรงที่สุดในโลก โดยอินเดียเป็นประเทศที่ใช้น้ำมันสูงอันดับ 3 ของโลก อีกทั้งนักลงทุนสถาบันอาจเริ่มขายทำกำไรเพื่อนำเงินออกมาจองหุ้นบมจ.เงินติดล้อ( TIDLOR)

ทั้งนี้สุดสัปดาห์นี้ต้องติตตามตัวเลขผู้ติดเชื้อว่าจะลดลงบ้างหรือไม่ หากดีขึ้นจะช่วยลด Overhang จากปัจจัย COVID-19 ลงได้บางส่วน กลยุทธ์การลงทุนเก็งกำไรในหุ้นที่คาดว่าผลประกอบการไตรมาส 1/64 จะออกมาดีกว่าคาด

ทางนายกรัฐมนตรีเผยว่าหลังสั่งการให้กระทรวงต่างประเทศเจรจาหารือกับทางรัฐบาลรัสเซียเพื่อจัดหาวัคซีนเพิ่มให้ไทยนั้น ล่าสุดได้รับคำตอบจากทางรัสเซีย โดยปูตินยินดีให้การสนับสนุนเรื่องดังกล่าวกับทางรัฐบาลไทยด้วยความสัมพันธ์อันดีต่อกัน ซึ่งทางกระทรวงสาธารณสุขของไทยได้เร่งเจรจากับตัวแทนของผู้ผลิตวัคซีน Sputnik V เพื่อนำเข้าเป็นการเร่งด่วนแล้ว

ส่วนด้าน รมว.สาธารณสุข ได้เจรจาหารือกับทางตัวแทนผู้ผลิตวัคซีนจากบริษัท Pfizer โดยแจ้งว่าพร้อมจัดหาวัคซีนให้ไทยจำนวน 10 ล้านโดส แต่ยังไม่ได้กำหนดวันส่งมอบ จึงได้ขอให้บริษัทเร่งดำเนินการโดยด่วนและเสนอราคาเงื่อนไขเข้ามา อีกทั้งยืนยันว่าพร้อมปรับแก้ระเบียบต่าง ๆ ให้สามารถนำเข้าได้เร็วขึ้นในสถานการณ์ฉุกเฉิน


ส่วนทางธนาคารกลางยุโรป (ECB) มติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ตามเดิม และจะยังคงซื้อพันธบัตรในวงเงิน 185 ล้านล้านยูโร (เดือนละ 2 หมื่นล้านยูโร) ภายใต้มาตรการ PEPP จนถึงเดือน มี.ค. 65 เป็นอย่างน้อย เพื่อคงให้อัตราดอกเบี้ยยังอยู่ในระดับต่ำ โดยคาดเศรษฐกิจในยูโรโซนจะขยายตัว 4.0% ในปีนี้ และขยายตัว 4.1% ในปีหน้า

ประเด็นสำคัญสัปดาห์หน้า 1.ติดตามยอดผู้ติดเชื้อและสถานการณ์ COVID-19 ระลอกที่ 3 ในไทยว่าจะถึงขั้นต้องยกระดับมาตรการคุมเข้มหรือไม่ 2.สหรัฐเตรียมประกาศ GDP ไตรมาส 1/64 ตลาดคาดขยายตัวกว่า 5.7% และ 3.การประชุมธนาคารกลางสหรัฐ (FED) วันที่ 27-28 เม.ย. คาดว่าคงอัตราดอกเบี้ยและวงเงินการเข้าซื้อพันธบัตรในมาตรการ QE ไว้ตามเดิม

ไม่พลาดข่าวสำคัญ เจาะลึกทุกประเด็น
เพิ่มเราเป็นเพื่อนทาง @prachachat

ติดตามข่าวธุรกิจ