ทบทวนกรอบวินัยการคลัง ลุ้นรัฐบาลเพิ่มเพดานหนี้แก้วิกฤต

เงิน-ธนบัตร
REUTERS/Athit Perawongmetha/File Photo

การแพร่ระบาดระลอกใหม่ของ “โควิด-19” ยังวนลูปไม่รู้จบ เกิด “ระลอกใหม่-คลัสเตอร์ใหม่” ผุดขึ้นมาเรื่อย ๆ จนหลายฝ่ายอดเป็นห่วงไม่ได้ว่า หากสถานการณ์ยังยืดเยื้อออกไปเรื่อย ๆ ประเทศไทยจะรับมือไหวหรือไม่

โดยนอกจากกลไกทางด้านสาธารณสุขที่เริ่มเต็มคาพาซิตี้แล้ว ยังต้องมองถึง “หน้าตัก” หรือ “งบประมาณ” ที่ต้องใช้ดูแลผลกระทบในแง่ต่าง ๆ ไปจนถึงการฟื้นฟูประเทศในระยะถัดไป หลังจากควบคุมการระบาดได้แล้วด้วย

ที่ผ่านมา นับตั้งแต่ “โควิด” เริ่มแพร่ระบาดรอบแรก ประเทศไทยเตรียมการรับมือ โดยออกพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหา เยียวยา และฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 พ.ศ. 2563

หรือ พ.ร.ก.เงินกู้ 1 ล้านล้านบาท ซึ่งปัจจุบันวงเงินเหลือแค่กว่า 2 แสนล้านบาท และทำท่าว่าอาจจะไม่เพียงพอ หากยังปล่อยให้เกิดการระบาด “ระลอกใหม่” ขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีก

ขณะที่รัฐบาลยังไม่ฟันธงตัดสินใจว่าจะ “กู้เงินเพิ่ม” หรือไม่ เพราะเรื่องนี้มีทั้ง “ดอกไม้” และ “ก้อนอิฐ” และหากจะกู้เพิ่ม ก็ต้องขยับกรอบเพดานหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นจากเดิมที่กำหนดไว้ที่ไม่เกิน 60% ของ GDP

ปลัดคลังพร้อมกู้เพิ่มหากจำเป็น

ก่อนหน้านี้ “กฤษฎา จีนะวิจารณะ” ปลัดกระทรวงการคลัง ระบุว่า เงินกู้ตาม พ.ร.ก.ที่วงเงินเหลืออยู่กว่า 2 แสนล้านบาท จะเพียงพอหรือไม่นั้น ขึ้นกับว่าทุกอย่างจะกลับมาปกติเร็วหรือไม่

อย่างไรก็ดี ยอมรับว่าหากมีเหตุการณ์ที่คาดไม่ถึงเกิดขึ้นอีก ประเทศไทยยังมีช่องทางรับมืออีกมาก เพราะระดับหนี้สาธารณะต่ำมากเมื่อเทียบกับทั่วโลก

พร้อมยืนยันว่า ในฐานะปลัดกระทรวงการคลัง ตนพร้อมดำเนินการกู้เงินเพิ่มเติมเพื่อรับมือสถานการณ์ หากมีความจำเป็นและมีเหตุผลเพียงพอ แม้ในระยะสั้น 1-2 ปี ระดับหนี้สาธารณะอาจจะเกินจากกรอบวินัยการเงินการคลังบ้าง แต่ต้องรอดูสถานการณ์ว่ามีเหตุการณ์เข้ามากระทบมากน้อยเพียงใด

“แม้ว่าวินัยการคลัง หนี้สาธารณะ ควรจะอยู่ไม่เกิน 60% แต่ถ้าจะเกินนิดหน่อยและกลับลงมาอยู่ในระดับ 60% ในอีก 1-2 ปีข้างหน้า คิดว่าไม่ได้เป็นภาระกับเรามากนัก

ส่วนเรื่องเก็บภาษี ปกติเก็บได้ตามเป้า แต่ช่วงนี้อาจไม่ได้ตามเป้าเพราะเจอโควิด ส่วนระยะยาวต้องพิจารณาเรื่องการปรับโครงสร้างภาษี หากทำได้ เรื่องการทำงบประมาณเข้าสู่สมดุลก็เป็นไปได้ และหนี้สาธารณะจะลดลงแน่นอน”

นายกฯ ทบทวน “เพดานก่อหนี้”

“แพตริเซีย มงคลวนิช” ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) เปิดเผยว่า เร็ว ๆ นี้จะมีการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินการคลังของรัฐ ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหมเป็นประธาน

ซึ่งจะมีการทบทวนกรอบเพดานการก่อหนี้สาธารณะตามกรอบวินัยการเงินการคลังต่อ GDP เนื่องจากขณะนี้ครบรอบกำหนด 3 ปีที่จะต้องมีการทบทวนกรอบวินัยการเงินการคลังแล้ว หลังจากพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) วินัยการเงินการคลังของรัฐ บังคับใช้มาตั้งแต่ปี 2561

โดยการปรับเพดาน ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของคณะกรรมการว่าจะปรับกรอบเพิ่มขึ้นจากเดิมกำหนดเพดานหนี้สาธารณะไว้ที่ไม่เกิน 60% ต่อ GDP หรือไม่ ซึ่งจะต้องพิจารณาให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบันด้วย ทั้งนี้ ในช่วงโควิด-19 แพร่ระบาด

หลายประเทศก็มีการขยับเพิ่มกรอบเพดานหนี้สาธารณะกันเป็นจำนวนมาก และบางประเทศไม่ได้กังวลเรื่องดังกล่าวนี้ หรือบางประเทศก็ระบุไว้ในกฎหมาย ให้สามารถปรับเพดานหนี้สาธารณะได้เลย

“การปรับกรอบหนี้สาธารณะของไทย ต้องดูให้สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริง ซึ่งช่วงนี้เงินกู้ก็เป็นเครื่องมือเดียวที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจทั้งโลกหลายประเทศจึงใช้เครื่องมือดังกล่าวกันค่อนข้างมาก

ดังนั้น เราก็จะมาพิจารณา เนื่องจากเพราะกรอบที่ตั้งไว้ไม่เกิน 60% ต่อ GDP คือกรอบที่เราตั้งไว้สมัยที่เศรษฐกิจปกติ แต่ช่วงนี้เป็นช่วงที่ต้องใช้เงิน เพื่อมาช่วยเหลือประชาชน อย่างไรก็ดี หากไม่มีการขยับกรอบและไม่ได้ออกอะไรมาเพิ่ม หนี้สาธารณะเรายังสามารถอยู่ในกรอบ 60% ต่อ GDP ได้”

ยันสิ้นปีหนี้ยังไม่เกิน 60%

การปรับเพดานหนี้สาธารณะดังกล่าว “แพตริเซีย” บอกว่า จะต้องอ้างอิงการขยายตัวของ GDP ตามที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์กำหนดซึ่งในปีงบประมาณ 2564 สบน.ประเมินว่าหากกู้เงินตาม พ.ร.ก.เงินกู้ 1 ล้านล้านบาท

ที่ออกมาใช้เพื่อฟื้นฟูและเยียวยาเศรษฐกิจจากผลกระทบโควิด-19 เต็มวงเงินแล้วระดับหนี้สาธารณะก็ยังคงอยู่ในกรอบเพดานหนี้สาธารณะ โดยจะอยู่ที่ระดับ 58% เท่านั้น ภายใต้สมมุติฐาน GDP ขยายตัว 3% ขณะที่ปัจจุบันหนี้สาธารณะก็ยังอยู่ที่ระดับ 53.32%

“ยืนยันว่า สิ้นปีงบประมาณ 2564 นี้ หนี้สาธารณะจะไม่เกินเพดานที่กำหนดไว้ 60% ต่อ GDP แน่นอน แม้จะมีการกู้เงินเต็มวงเงิน 1 ล้านล้านบาท ซึ่งเรามองว่าการออก พ.ร.ก.กู้เงินครั้งนี้ไม่น่าเป็นห่วงเท่าวิกฤตต้มยำกุ้ง

เพราะประเทศไทยเคยมีหนี้สาธารณะสูงสุดในปี 2540 ถึง 59.98% แต่ภาครัฐก็สามารถบริหารจัดการได้ และถือว่าที่ผ่านมา ประเทศไทยสามารถบริหารจัดการหนี้สาธารณะได้ดีมาโดยตลอด เราก็ได้รับคำชมจากหลายประเทศ”

“กุลยา ตันติเตมิท” ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวว่า การทบทวนกรอบวินัยการคลังครั้งนี้ อาจจะยังไม่มีการปรับกรอบวินัยการเงินการคลังให้ก่อหนี้สาธารณะได้เกิน 60% ต่อ GDP เนื่องจากพิจารณาแล้ว

ภายใน 5 ปีข้างหน้า (2564-2569) หากไม่มีการกู้เงินเพิ่มเติม นอกเหนือจากที่ออก พ.ร.ก.เงินกู้ 1 ล้านล้านบาทไปแล้ว หนี้สาธารณะจะไม่เกิน 60% ต่อ GDP แน่นอน

จากภาพทั้งหมดนี้ คงต้องขึ้นกับรัฐบาลจะพิจารณา โดยประเมินว่าช่วงที่เหลือของปีจะสกัดการระบาดได้ดีแค่ไหน จะเร่งฉีดวัคซีนได้เร็วขึ้นหรือไม่ ซึ่งหากการแพร่ระบาดยังคงยืดเยื้อ ก็คงต้องยอมรับความจริงและอาจจะต้อง “เตรียมกระสุนเพิ่ม” เพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนในระยะต่อ ๆ ไป

ไม่พลาดข่าวสำคัญ เจาะลึกทุกประเด็น
เพิ่มเราเป็นเพื่อนทาง @prachachat

ติดตามข่าวธุรกิจ