ไทยพาณิชย์ เชื่อมั่น “ล็อกดาวน์” ตลาดหุ้นไทยไม่หลุด 1,500 จุด

บริษัทหลักทรัพย์ไทยพาณิชย์ (SCBS CIO) เชื่อมั่นหาก “ล็อกดาวน์” ตลาดหุ้นไทยไม่หลุด 1,500 จุด เหตุสั่งล็อกดาวน์เฉพาะบางพื้นที่เสี่ยง-ส่งออกหนุน 6 เดือนต่อจากนี้ประชาชนได้วัคซีนสถานการณ์จะกลับมาฟื้นตัว คงมุมมองบวกหุ้นยุโรป-สหรัฐ แนะจัดพอร์ตลงทุนหุ้นต่างประเทศ 60-65%

วันที่ 8 กรกฎาคม 2564 นายศรชัย สุเนต์ตา กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ไทยพาณิชย์ (SCBS CIO) เปิดเผยว่า การประกาศล็อกดาวน์รอบนี้อาจไม่รุนแรงและยาวนานเท่าการประกาศล็อกดาวน์ในครั้งที่ผ่านมา ซึ่งผลกระทบจากการล็อกดาวน์จะยังมีอยู่จากบรรยากาศของการระบาดโควิด-19 แต่มองว่าหุ้นไทยจะไม่อ่อนตัวลงแรงหลุด 1,500 จุด เพราะเชื่อว่ารัฐบาลจะไม่สั่งล็อกดาวน์เข้มข้นเมื่อเทียบกับที่ผ่านมา แต่จะสั่งล็อกดาวน์ในบางพื้นที่ที่เสี่ยง โดยเฉพาะในกรุงเทพฯที่มีการระบาดมากที่สุด ขณะเดียวกันการส่งออกที่โตดีจะเข้ามาช่วยพยุง โดย 6 เดือนหลังจากนี้เชื่อว่าประชาชนจะได้รับวัคซีนเพิ่มขึ้น ทำให้สถานการณ์ต่าง ๆ สามารถกลับฟื้นตัวอีกครั้ง

ขณะที่แนวโน้มสำคัญของเศรษฐกิจโลก การเปิดเมืองยังมีความแตกต่างกันเศรษฐกิจจีนและสหรัฐ ผ่านจุดเติบโตสูงสุด ในขณะที่ยุโรปและญี่ปุ่นเริ่มฟื้นชัด และนโยบายภาครัฐเริ่มผ่อนคลายลดลง โดยในรายละเอียดการเปิดเมืองยังมีความแตกต่างกันตามความคืบหน้าการฉีดวัคซีน

ในขณะที่การฟื้นตัวของเศรษฐกิจกลุ่มประเทศเกิดใหม่ (EM) ยังแตกต่างกันมาก ความกังวลเรื่องเงินเฟ้อเริ่มผ่อนคลายลงหลังราคาสินค้าโภคภัณฑ์ชะลอลงและท่าทีของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ที่มีแนวโน้มพร้อมปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายเร็วกว่าคาด



โดยตัวเลขตลาดแรงงานและการสื่อสารของเฟด จะมีความสำคัญต่อตลาดมากขึ้น เราคงมุมมองเฟดส่งสัญญาณแบบค่อยเป็นค่อยไปในการการปรับลดมาตรการเชิงปริมาณ (QE) ในช่วงปลายไตรมาส 3/64 และขึ้นดอกเบี้ยในช่วงครึ่งแรกปี 2566 นอกจากนั้นแรงกระตุ้นทางการคลังเริ่มแผ่วลงในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว (DM) โดยเฉพาะในสหรัฐ

สำหรับปัจจัยเสี่ยงหลักในไตรมาส 3/64 ประกอบด้วย 1.เฟดส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ยเร็วกว่าคาด 2.ความเสี่ยงด้านนโยบายต่อบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ 3.การกลับมาของความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างสหรัฐและจีน

ส่วนแนวโน้มตลาดการเงินโลกประเมินว่า อัตราผลตอบแทนพันธบัตร (บอนด์ยีลด์) ขยับขึ้นอย่างช้า ๆ ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐมีแนวโน้มฟื้นตัว และราคาสินค้าโภคภัณฑ์เริ่มชะลอลงจากอุปทานที่ฟื้นตัว โดยจากเศรษฐกิจและเงินเฟ้อที่กำลังจะผ่านจุดเติบโตสูงสุด และสัญญาณการปรับนโยบายแบบค่อยเป็นค่อยไปของเฟด น่าจะทำให้บอนด์ยีลด์เพิ่มขึ้นแบบช้า ๆ โดยเฉพาะพันธบัตรระยะยาว ซึ่งจะทำให้เส้นอัตราผลตอบแทน (yield curve) ของสหรัฐฯ มีลักษณะแบบแบนราบ (flattening)

ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐมีแนวโน้มฟื้นตัว อย่างน้อยจนกว่าธนาคารกลางยุโรป (ECB) จะปรับท่าทีแบบผ่อนคลายนโยบายน้อยลง โดยจากค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ที่ฟื้นตัวบวกกับอุปทานที่ฟื้นตัว ราคาสินค้าโภคภัณฑ์น่าจะเริ่มชะลอลง ยกเว้นสินค้าที่ต้องใช้เวลาในการเพิ่มอุปทาน เช่น semiconductors

ดร.กำพล อดิเรกสมบัติ รองกรรมการผู้จัดการ กล่าวว่า กลยุทธ์ในการจัดพอร์ตการลงทุนสินทรัพย์ทั่วโลก (Asset Allocation Portfolio Strategy) คงมุมมองบวกต่อหุ้น DM โดยเฉพาะในยุโรปและสหรัฐ และปรับน้ำหนักลงทุนหุ้นต่างประเทศ 60-65% หุ้นกลุ่ม value/growth เป็น 40/60 เน้นหุ้นกลุ่มเติบโตที่มีมูลค่าสมเหตุสมผล (Growth At Reasonable Price:GARP)

โดยยังคงมุมมองบวกเล็กน้อย (slightly positive) จากมูลค่าที่น่าสนใจต่อหุ้นจีนและญี่ปุ่น นอกจากนั้นเชื่อว่าตลาดหุ้นจีนได้มีการ priced-in ความเสี่ยงด้านนโยบายไปบ้างแล้ว โดยเน้นกลยุทธ์การลงทุนแบบ selective buy ส่วนการฟื้นตัวของหุ้นญี่ปุ่นน่าจะเริ่มชัดเจนขึ้นตามความคืบหน้าการฉีดวัคซีนที่กำลังดีขึ้น


ส่วนเวียดนามยังคงเป็นตลาดที่น่าสนใจลงทุนที่สุดในอาเซียน และปรับมุมมองตลาดหุ้นไทยเป็นบวกเล็กน้อย จากมูลค่าหุ้นที่กลับมาน่าสนใจโดยเน้นกลยุทธ์การลงทุนแบบ selective buy และปรับมุมมองน้ำมันเป็นกลาง (Neutral) ทั้งนี้ยังคงมุมมองต่อกองรีทในประเทศพัฒนาแล้ว (DM REITs) เป็นบวกเล็กน้อย เนื่องจากมูลค่าที่ตึงตัวและความกังวลการกลับมาขึ้นดอกเบี้ยเร็วกว่าคาดของเฟด

ไม่พลาดข่าวสำคัญ เจาะลึกทุกประเด็น
เพิ่มเราเป็นเพื่อนทาง @prachachat

ติดตามข่าวธุรกิจ