ธปท. ปลดล็อกเกณฑ์ชุดใหญ่ อุ้มลูกหนี้รายย่อย-SME 

ธปท.จัดมาตรการชุดใหญ่เติมสภาพคล่อง-แก้หนี้เดิมประคองลูกหนี้รายย่อย-เอสเอ็มอีจากวิกฤตโควิด-19 ปลดล็อกเกณฑ์วงเงินสินเชื่อฟื้นฟู-ขยายการค้ำประกันกลุ่มเปราะบาง-ชดเชยค่าฟี พร้อมขยายวงเงินชั่วคราวลูกหนี้บัตรเครดิต-สินเชื่อบุคคลรายได้ต่ำ 3 หมื่นบาท จูงใจแบงก์ปรับโครงสร้างหนี้ ต่ออายุลดเงินนำส่ง FIDF 0.23% ถึงสิ้นปี 65 

วันที่ 20 สิงหาคม 2564 นางสาวสุวรรณี เจษฎาศักดิ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายนโยบายและกำกับสถาบันการเงิน 2 ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า จากการประชุมคณะกรรมการนโยบายสถาบันการเงิน (กนส.) เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2564 ได้มีมติอนุมัติมาตรการเพื่อช่วยเหลือลูกหนี้เพิ่มเติม โดยแบ่งเป็น 2 ส่วน ได้แก่ 1.การเติมสภาพคล่องและการเติมเงินใหม่ให้กับลูกหนี้เอสเอ็มอี และรายย่อย และ 2.การแก้ไขหนี้เดิมให้เหมาะกับสถานการณ์ปัจจุบันและช่วยเหลือลูกหนี้ได้จริง 

เพิ่มวงเงินสินเชื่อฟื้นฟู-ขยายการค้ำประกันกลุ่มเปราะบาง

โดย 1.มาตรการการเติมสภาพคล่องและการเติมเงินใหม่ ได้แก่ 1.การปรับปรุงหลักเกณฑ์สินเชื่อฟื้นฟูสำหรับลูกหนี้ SMEs โดยธปท.ได้มีการขยายวงเงินสินเชื่อสำหรับลูกหนี้ โดยลูกหนี้ใหม่ จากเดิมวงเงินไม่เกิน 20 ล้านบาท (รวมวงเงินทุกสถาบันการเงิน) ปรับเป็นไม่เกิน 50 ล้านบาท

ขณะที่ ลูกหนี้เก่าเงื่อนไขเดิมให้ 30% ของวงเงินแต่ละสถาบัน (ไม่เกิน 150 ล้านบาท) ปรับเป็นให้วงเงิน 30% ของวงเงินแต่ละสถาบัน (ไม่เกิน 150 ล้านบาท) หรือสูงสุดไม่เกิน 50 ล้านบาท สำหรับลูกหนี้ที่ 30% ของวงเงินเดิมไม่ถึง 50 ล้านบาท

ขณะเดียวกัน ปรับหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการค้ำประกันเพื่อรองรับความเสี่ยงที่สูงขึ้น โดยการปรับลดค่าธรรมเนียมการค้ำประกันรวมสำหรับลูกหนี้กลุ่มเปราะบาง และคงค่าธรรมเนียมการค้ำประกันรวมโดยลดอัตราจ่ายในช่วง 2 ปีแรก ทั้งนี้ จากเดิมกระทรวงการคลังจะชดเชยในช่วงปีท้ายๆ จะเน้นมาชดเชยในช่วง 2 ปีแรก และจะมีเพิ่มสัดส่วนการค้ำประกันลูกหนี้กลุ่มเปราะบางเพิ่มขึ้น แต่ยังคงพอร์ตการันตีโดยรวมอยู่ที่ 40% ซึ่งกระทรวงการคลังและบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) จะมีการเสนอและออกเกณฑ์ภายในต้นเดือนหน้า  

สำหรับ ณ วันที่ 16 สิงหาคม 2564 ธปท. อนุมัติสินเชื่อฟื้นฟูไปแล้ว รวมทั้งสิ้น 92,316 ล้านบาท และคาดว่าจะสามารถดำเนินการได้ตามเป้าหมายร่วมระหว่าง ธปท. กับสถาบันการเงินที่ 1 แสนล้านบาทได้ก่อนเดือน ตุลาคม 2564 โดยสินเชื่อกระจายตัวได้ดีและครอบคลุมลูกหนี้จำนวน 30,194 ราย เฉลี่ยรายละ 3.1 ล้านบาท ซึ่งเป็นลูกหนี้ธุรกิจขนาดเล็ก 42.6% ประกอบธุรกิจการพาณิชย์และบริการ 67.5% และเป็นลูกหนี้ที่อยู่ในพื้นที่ต่างจังหวัด นอกเขตกรุงเทพและปริมณฑล 68.5% อย่างไรก็ดี ธปท. ประเมินว่าภาคธุรกิจยังมีความต้องการสินเชื่อฟื้นฟูเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในระยะข้างหน้า 

“ที่ผ่านมา ธปท. ได้หารือกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ทั้งผู้ประกอบธุรกิจผ่านสมาคมต่างๆ เช่น หอการค้าไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสถาบันการเงินอย่างต่อเนื่อง เพื่อรับฟังปัญหา อุปสรรค และข้อจำกัดต่างๆ ของมาตรการสินเชื่อฟื้นฟู และเห็นควรให้ขยายวงเงินสินเชื่อ โดยเฉพาะกลุ่มที่มีวงเงินสินเชื่อเดิมต่ำหรือไม่เคยมีวงเงินมาก่อน ที่เดิมอาจไม่ต้องพึ่งพาสินเชื่อจากสถาบันการเงิน รวมถึงเพิ่มการค้ำประกันให้กับลูกหนี้กลุ่มเสี่ยง เพื่อให้สถาบันการเงินสามารถปล่อยสินเชื่อให้กับลูกหนี้กลุ่มเป้าหมายที่เปราะบางได้มากขึ้น โดยจะเริ่มในเฟส 2 หลังจบปล่อยสินเชื่อ 1 แสนล้านบาทแรกครบแล้ว” 

เพิ่มวงเงิน “บัตรเครดิต-สินเชื่อบุคคล”

นอกจากนี้ เพื่อบรรเทาภาระการจ่ายชำระหนี้ และเพิ่มสภาพคล่องให้กับลูกหนี้ที่มีความสามารถการชำระหนี้เป็นการชั่วคราวกลุ่มสินเชื่อลูกหนี้รายย่อย ในส่วนของบัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับ และสินเชื่อส่วนบุคคลดิจิทัล โดย 1.ขยายเพดานวงเงินสำหรับบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลสำหรับผู้ที่มีรายได้ต่ำกว่า 30,000 บาท ไม่เกิน 2 เท่าของรายได้ และไม่จำกัดจำนวนผู้ให้สินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับ 2.คงอัตราการผ่อนชำระขั้นต่ำบัตรเครดิตไว้ที่ 5% ต่อไปถึง 31 ธ.ค.65 หลังเดิมที่ต้องเพิ่มเป็น 8% และ

3.ขยายเพดานวงเงินและระยะเวลาชำระหนี้ของสินเชื่อส่วนบุคคลดิจิทัล จากเดิมให้วงเงิน 2 หมื่นบาทต่อราย เป็น 4 หมื่นบาทต่อราย และขยายเวลาชำระจาก 6 เดือน เป็น 12 เดือน  มองว่าการผ่อนปรนเกณฑ์ดังกล่าวจะช่วยเพิ่มการเข้าถึงสินเชื่อในระบบ และลดความจำเป็นของลูกหนี้ที่อาจถูกผลักไปใช้สินเชื่อนอกระบบในระยะต่อไป


แก้ไขหนี้เดิมเน้นตรงจุด-ทำกว้างรอดด้วยกัน  

และ 2. การแก้ไขหนี้เดิมให้เหมาะกับสถานการณ์ปัจจุบันและช่วยเหลือลูกหนี้ได้จริง โดยที่ผ่านมา สถานการณ์การระบาดมีความไม่แน่นอนสูง เดิมคาดว่าจะควบคุมได้และคลี่คลายในเวลาไม่นาน ทำให้เน้นการแก้ปัญหาแบบระยะสั้น เช่น การพักชำระหนี้เป็นครั้งคราว หรือปรับโครงสร้างหนี้แบบระยะสั้นเป็นหลัก แต่สถานการณ์มีแนวโน้มยืดเยื้อกว่าที่คาดมาก การแก้ปัญหาแบบเดิมจึงไม่ตอบโจทย์ และไม่ได้ทำให้ลูกหนี้และเจ้าหนี้ได้พูดคุยเพื่อประเมินสถานการณ์ หรือหาทางแก้ไขที่จะช่วยให้ภาระของลูกหนี้ลดลงจริง  

ทั้งนี้ ภายใต้สถานการณ์ที่เปลี่ยนไป ธปท. จึงส่งเสริมให้เกิดการแก้ไขหนี้เดิมอย่างยั่งยืน โดยเน้นให้สถาบันการเงินช่วยเหลือลูกหนี้ผ่านการปรับปรุงโครงสร้างหนี้แบบระยะยาว และคำนึงถึงหลักการดังต่อไปนี้ คือ 1.มองสถานการณ์ระยะยาว โดยกำหนดการจ่ายคืนหนี้ให้สอดคล้องกับรายได้ปัจจุบันที่ลดลงมากและทยอยจ่ายเพิ่มขึ้นเมื่อรายได้กลับมา 2.สามารถช่วยลูกหนี้จำนวนมากได้เร็ว 3.ตรงจุดให้เหมาะกับ ปัญหาของลูกหนี้แต่ละรายที่มีปัญหาและการฟื้นตัวต่างกัน 4.เป็นธรรมกับทั้งลูกหนี้และเจ้าหนี้ เพื่อให้ทุกฝ่ายผ่านความยากลำบากไปด้วยกัน นอกจากนี้ ต้องไม่สร้างแรงจูงใจที่ไม่เหมาะสม (moral hazard) ให้กับลูกหนี้ที่ไม่ได้รับผลกระทบ เพื่อให้ความช่วยเหลือไปสู่กลุ่มลูกหนี้ที่เป็นเป้าหมายที่แท้จริงอย่างได้ผล และรักษาสมดุลและเสถียรภาพของระบบสถาบันการเงินโดยรวม 

ต่อเวลาลด FIDF จูงใจแบงก์ปรับโครงสร้างหนี้-จัดชั้นหนี้ยืดหยุ่น

และเพื่อให้เป็นไปตามเจตนารมณ์การส่งผ่านความช่วยเหลือเพิ่มเติมให้แก่ลูกหนี้ในภาวะวิกฤต ธปท. จึงได้ปรับปรุงหลักเกณฑ์ส่งเสริมการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ ดังนี้ 1.สถาบันการเงินสามารถคงการจัดชั้นสำหรับลูกหนี้รายย่อย และ SMEs (ตามนิยามของสถาบันการเงิน) ที่เข้าสู่กระบวนการปรับปรุงโครงสร้างหนี้แล้ว ได้จนถึง 31 มีนาคม 2565 เพื่อเอื้อให้สถาบันการเงินและลูกหนี้มีเวลาเพียงพอในการพิจารณาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิผลในระยะยาว

และ 2.การใช้หลักเกณฑ์การจัดชั้นและการกันเงินสำรองอย่างยืดหยุ่นไปจนถึงสิ้นปี 2566 เพื่อลดภาระต้นทุนสำหรับสถาบันการเงินที่ให้ความช่วยเหลือลูกหนี้อย่างยั่งยืน ด้วยการปรับปรุงโครงสร้างหนี้โดยวิธีที่นอกเหนือไปจากการขยายเวลาการชำระหนี้เพียงอย่างเดียว เช่น การเปลี่ยนโครงสร้างสินเชื่อจากระยะสั้นเป็นระยะยาวร่วมกับการปรับโครงสร้างหนี้วิธีอื่น ๆ การปรับโครงสร้างหนี้ที่มีการให้สินเชื่อเพิ่มเติมเพื่อเยียวยาและฟื้นฟูกิจการลูกหนี้ รวมถึงการลดภาระการผ่อนชำระให้ลูกหนี้ ซึ่งจะช่วยจูงใจให้เกิดการส่งผ่านความช่วยเหลือไปยังลูกหนี้ได้อย่างเต็มศักยภาพ

ส่วน 3.การขยายระยะเวลาปรับลดอัตราเงินนำส่งเข้ากองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF) เหลือ 0.23% จาก 0.46% ต่อปี ที่จะสิ้นสุดสิ้นปี 2564 นี้ ออกไปจนถึงสิ้นปี 2565 เพื่อให้สถาบันการเงินสามารถส่งผ่านต้นทุนที่ลดลงไปในการบรรเทาผลกระทบต่อภาคธุรกิจและประชาชนได้อย่างต่อเนื่องภายใต้สถานการณ์โควิด-19 ที่ยังส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเศรษฐกิจในวงกว้าง

“แรงจูงใจและเครื่องมือสำคัญที่เราให้แบงก์หลักๆ คือ การจัดชั้นหนี้ที่ยืดหยุ่น และการต่ออายุมาตรการ FIDF ไปอีก ซึ่งหากคำนวณเม็ดเงินจะอยู่ที่ราว 3 หมื่นล้านบาท ซึ่งเราต้องการให้แบงก์ส่งผ่านความช่วยเหลือนี้ไปให้ลูกค้า โดยเราจะมีการตรวจสอบรายงานที่แบงก์จะส่งให้ทุก 3 เดือนว่าสามารถส่งผ่านต้นทุนที่ลดลงจากเงินนำส่งไปให้ลูกค้าอย่างไร ซึ่งที่ผ่านมาพบว่าทำได้ค่อนข้างดี โดยเฉพาะสถาบันการเงินที่มีลูกค้ารายย่อยจำนวนเยอะจะเห็นว่ามีการช่วยเหลือค่อนข้างมากแต่บางสถาบันที่ลูกค้ารายย่อยน้อยการส่งผ่านอาจจะไม่มาก”

ไม่พลาดข่าวสำคัญ เจาะลึกทุกประเด็น
เพิ่มเราเป็นเพื่อนทาง @prachachat

ติดตามข่าวธุรกิจ