บทวิเคราะห์ราคาทองคำวันนี้ (24 ส.ค.) โดย YLG Bullion

ราคาทองคำ

บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด รายงานราคาทองคำประจำวันที่ 24 สิงหาคม 2564

สรุป ราคาทองคำวานนี้ปิดทะยานขึ้น 23.43 ดอลลาร์ต่อออนซ์ โดยราคาทองคำได้รับแรงหนุนหลักมาจากดัชนีดอลลาร์ที่อ่อนค่าลง 0.56% ท่ามกลางแรงขายทำกำไรหลังจากปิดสัปดาห์ที่แล้วด้วยการพุ่งขึ้นมากสุดในรอบกว่า 2 เดือน นอกจากนี้ ดอลลาร์ยังได้รับแรงกดดันเพิ่มจากการที่นักลงทุนลดการคาดการณ์ที่ว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะเร่งปรับลดวงเงินในโครงการซื้อพันธบัตรตามมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) เนื่องจากปัจจุบันสหรัฐกำลังเผชิญกับการระบาดของ COVID-19 สายพันธุ์เดลต้า ซึ่งอาจเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ

ทั้งนี้ การวิเคราะห์ของ CNBC จากข้อมูลของ ม.Johns Hopkins พบว่า ค่าเฉลี่ย 7 วันของยอดผู้ติดเชื้อ COVID-19 รายใหม่ของสหรัฐอยู่ที่ประมาณ 147,300 รายซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือน ม.ค. และเพิ่มขึ้น 13% จากสัปดาห์ที่แล้ว ประกอบกับวานนี้ มาร์กิต เปิดเผยว่า ดัชนี PMI ภาคการผลิตขั้นต้นของสหรัฐ ลดลงสู่ระดับ 61.2 ในเดือน ส.ค. และต่ำกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คาดไว้ที่ 62.5 ส่วนดัชนี PMI ภาคบริการขั้นต้นของสหรัฐ ลดลงสู่ระดับ 55.2 ในเดือน ส.ค. และต่ำกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คาดไว้ที่ 59.5 เช่นกัน

ปัจจัยที่กล่าวมาหนุนให้ราคาทองคำพุ่งขึ้นผ่านระดับสูงสุดของสัปดาห์ก่อนหน้าที่ 1,795 ดอลลาร์ต่อออนซ์ จนกระตุ้นแรงซื้อตามทางเทคนิคเพิ่ม นั่นทำให้ราคาทองคำปรับตัวขึ้นต่อทดสอบระดับสูงสุดบริเวณ 1,806.38 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ด้านกองทุน SPDR ยังคงถือครองทองลดลงอีก -4.95 ตัน สู่ระดับ 1,006.66 ตันซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ เม.ย. ปี 2020 ซึ่งเป็นหนึ่งปัจจัยที่สกัดช่วงบวกราคาทองคำ

สำหรับวันนี้ติดตามการเปิดเผยยอดขายบ้านใหม่ และดัชนีภาคการผลิตเดือน ส.ค. จากเฟดสาขาริชมอนด์

คำแนะนำ ทยอยขายเพื่อทำกำไรระยะสั้นจากการแกว่งตัว หากราคาทองคำไม่สามารถยืนเหนือบริเวณ 1,814 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ และเพื่อรอซื้อคืนหากราคาไม่หลุดบริเวณแนวรับ 1,790-1,784 ดอลลาร์ต่อออนซ์

 


ทยอยขายเพื่อทำกำไรระยะสั้นจากการแกว่งตัว หากราคาทองคำไม่สามารถยืนเหนือบริเวณ 1,814 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ และเพื่อรอซื้อคืนหากราคาไม่หลุดบริเวณแนวรับ 1,790-1,784 ดอลลาร์ต่อออนซ์

สรุป ราคาทองคำวานนี้ปิดทะยานขึ้น 23.43 ดอลลาร์ต่อออนซ์ โดยราคาทองคำได้รับแรงหนุนหลักมาจากดัชนีดอลลาร์ที่อ่อนค่าลง 0.56% ท่ามกลางแรงขายทำกำไรหลังจากปิดสัปดาห์ที่แล้วด้วยการพุ่งขึ้นมากสุดในรอบกว่า 2 เดือน นอกจากนี้ ดอลลาร์ยังได้รับแรงกดดันเพิ่มจากการที่นักลงทุนลดการคาดการณ์ที่ว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะเร่งปรับลดวงเงินในโครงการซื้อพันธบัตรตามมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) เนื่องจากปัจจุบันสหรัฐกำลังเผชิญกับการระบาดของ COVID-19 สายพันธุ์เดลต้าซึ่งอาจเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ ทั้งนี้ การวิเคราะห์ของ CNBC จากข้อมูลของ ม.Johns Hopkins พบว่า ค่าเฉลี่ย 7 วันของยอดผู้ติดเชื้อ COVID-19 รายใหม่ของสหรัฐอยู่ที่ประมาณ 147,300 รายซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือน ม.ค. และเพิ่มขึ้น 13% จากสัปดาห์ที่แล้ว ประกอบกับวานนี้ มาร์กิตเปิดเผยว่า ดัชนี PMI ภาคการผลิตขั้นต้นของสหรัฐ ลดลงสู่ระดับ 61.2 ในเดือน ส.ค. และต่ำกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คาดไว้ที่ 62.5 ส่วนดัชนี PMI ภาคบริการขั้นต้นของสหรัฐ ลดลงสู่ระดับ 55.2 ในเดือน ส.ค. และต่ำกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คาดไว้ที่ 59.5 เช่นกัน ปัจจัยที่กล่าวมาหนุนให้ราคาทองคำพุ่งขึ้นผ่านระดับสูงสุดของสัปดาห์ก่อนหน้าที่ 1,795 ดอลลาร์ต่อออนซ์ จนกระตุ้นแรงซื้อตามทางเทคนิคเพิ่ม นั่นทำให้ราคาทองคำปรับตัวขึ้นต่อทดสอบระดับสูงสุดบริเวณ 1,806.38 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ด้านกองทุน SPDR ยังคงถือครองทองลดลงอีก -4.95 ตัน สู่ระดับ 1,006.66 ตันซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ เม.ย. ปี 2020 ซึ่งเป็นหนึ่งปัจจัยที่สกัดช่วงบวกราคาทองคำ สำหรับวันนี้ติดตามการเปิดเผยยอดขายบ้านใหม่ และดัชนีภาคการผลิตเดือน ส.ค.จากเฟดสาขาริชมอนด์

 

 

 

ไม่พลาดข่าวสำคัญ เจาะลึกทุกประเด็น
เพิ่มเราเป็นเพื่อนทาง @prachachat

ติดตามข่าวธุรกิจ