บล.บัวหลวง ชี้โอกาสลงทุนกลุ่ม “เฮลท์แคร์” รับเทรนด์สังคมผู้สูงวัยสหรัฐ

หุ้น

หลักทรัพย์บัวหลวงชี้โอกาสลงทุนธุรกิจกลุ่ม “เฮลท์แคร์” รับเทรนด์สังคมผู้สูงวัยในสหรัฐ อาจปรับตัวขึ้นสู่ 75 ล้านคนในปี’68 แนะลงทุนใน “กองทุนเปิดบัวหลวงโกลบอลเฮลธ์แคร์” (BCARE) และ “กองทุนบีแคป เน็กซ์ เจน เฮลธ์” (BCAP-XHEALTH) รับผลตอบแทนระยะยาว

วันที่ 24 กันยายน 2564 นายรัฐศรัณย์ ธนไพศาลกิจ ผู้อำนวยการ ฝ่ายหลักทรัพย์ต่างประเทศและฟิวเจอร์ส บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า จากเทรนด์โลกที่กำลังเข้าสู่สังคมสูงวัย ส่งผลให้หุ้นกลุ่มเฮลท์แคร์ ตลาดสหรัฐมีความน่าสนใจ สอดคล้องกับงานวิจัย Morgan Stanley ที่คาดการณ์จำนวนผู้ที่มีอายุมากกว่า 65 ปี ในประเทศสหรัฐ อาจปรับตัวขึ้นสู่ 75 ล้านคน หรือคิดเป็นสัดส่วนราว 23% ของประชากรทั้งหมด ในปี 2568 จากปัจจุบันที่มีจำนวนประมาณ 54 ล้านคน หรือคิดเป็นสัดส่วนราว 20%

รัฐศรัณย์ ธนไพศาลกิจ
รัฐศรัณย์ ธนไพศาลกิจ

ขณะที่ศูนย์บริการด้านประกันสุขภาพของสหรัฐ (CMS) คาดว่าค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพจะมีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้นทุกปี จากปี 2543 ที่มีสัดส่วนค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ 13% ขยับเป็น 26% ต่อตัวเลข GDP ในปี 2583

ในด้านผลประกอบการรอบ 10 ปีที่ผ่านมา หุ้นเฮลท์แคร์ ที่อยู่ในดัชนี S&P500 จำนวน 63 บริษัท ก็มีอัตราการเติบโตของกำไรสม่ำเสมอเฉลี่ยประมาณ 7% ต่อปี นับตั้งแต่ปี 2554-2563 ส่วนปี 2564 ที่เกิดการแพร่ระบาดโควิด-19 ส่งผลให้ภาพรวมกำไรของดัชนี S&P500 หดตัวประมาณ 18% เมื่อเทียบกับปีก่อน
ขณะที่กลุ่มเฮลท์แคร์ กลับมีกำไรเติบโต 2.4% นอกจากนั้นกำไรที่ได้ยังมีสัดส่วนประมาณ 17% ของดัชนี S&P500 แต่ในเชิงมูลค่าตลาด หรือ Market Cap ยังมีสัดส่วนเพียง 13% เท่านั้น แสดงให้เห็นว่า มูลค่าหุ้นเฮลท์แคร์ ในดัชนี S&P500 ยังถูก หากเทียบกับศักยภาพในการทำกำไรของกลุ่ม

ซึ่งบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ในตลาดสหรัฐ หลาย ๆ แห่ง ต่างหันมารุกธุรกิจ Healthcare มากขึ้น เช่น Apple ที่มีนาฬิกาเพื่อสุขภาพ Apple Watch ล่าสุดเพิ่งเปิดตัว Series 7, Amazon ที่เข้าเทกโอเวอร์ PillPack ร้านขายยาออนไลน์ในสหรัฐ, Microsoft เข้าซื้อกิจการ Nuance Communications บริษัทผู้พัฒนาด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ด้านการสนทนาที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในโรงพยาบาลของสหรัฐ เมื่อต้นเดือนเม.ย. 2564, Google ซื้อกิจการ Fitbit นาฬิกา Smartwatch และ Beyond Meat ธุรกิจเนื้อที่ทำมาจากผัก และ Walmart ที่เปิดธุรกิจคลินิก Walmart Health เป็นต้น

จึงแนะนำหาโอกาสเข้าลงทุนในหุ้นรายตัวที่มีความโดดเด่น เช่น หุ้น Pfizer, หุ้น Johnson & Johnson, หุ้น CVS ร้านขายยาใหญ่สุดในสหรัฐที่ได้รับอานิสงส์จากการฉีดวัคซีนโควิด-19, หุ้น UnitedHealth ผู้ให้บริการด้านสุขภาพรายใหญ่ที่สุดของสหรัฐ หรือกระจายเงินลงทุนไปในกองทุน ETF

เช่น Healthcare Select Sector SPDR Fund (XLV) ที่ลงทุนในหุ้นเฮลท์แคร์ ตลาดสหรัฐ หรือ iShares Global Healthcare ETF (IXJ) ที่ลงทุนในหุ้นกลุ่ม Healthcare ทั่วโลก ซึ่ง ETF ทั้งสองตัวมีค่าธรรมเนียมที่สมเหตุสมผล ด้วย Expensive Ratio ระดับ 0.12% และ 0.43% ต่อปี ตามลำดับ โดยทั้งหมดนี้สามารถลงทุนได้สะดวก ผ่านระบบ Global Invest ของหลักทรัพย์บัวหลวง


ด้านนายเสริมศักดิ์ วงศ์สิทธิโชค ผู้อำนวยการ ฝ่ายค้าตราสารการเงิน หลักทรัพย์บัวหลวง กล่าวว่า ธุรกิจเฮลท์แคร์ ที่มีแนวโน้มการเติบโตที่ดี จากการมีเทคโนโลยีใหม่ ๆ เข้ามา รายงาน BLS Top Funds จึงแนะนำกระจายการลงทุนใน “กองทุนเปิดบัวหลวงโกลบอลเฮลธ์แคร์” (BCARE) ที่ลงทุนในธุรกิจสุขภาพทั่วโลกกองแรกของประเทศ เน้นบริษัทขนาดใหญ่ และมีรายได้กำไรที่มั่นคง โดยกองทุนดังกล่าวจัดตั้งมาแล้วกว่า 10 ปี สร้างผลตอบแทนสูงกว่า 15% ต่อปี ชี้ให้เห็นว่าการลงทุนระยะยาวสร้างผลตอบแทนได้ค่อนข้างดี แม้ระหว่างทางอาจมีปัจจัยลบและ ความผันผวนบ้าง

เสริมศักดิ์ วงศ์สิทธิโชค
เสริมศักดิ์ วงศ์สิทธิโชค

นอกจากนั้นยังแนะนำ “กองทุนบีแคป เน็กซ์ เจน เฮลธ์” (BCAP-XHEALTH) ที่เน้นกระจายการลงทุน ผ่าน ETF ทั่วโลกใน 3 หมวดหลัก คือ

1.หมวดการรักษาด้วยเทคโนโลยีชั้นสูง ด้วยการใช้ Stem Cells

2.หมวด Service Efficiency การเพิ่มประสิทธิภาพของบริการด้านสุขภาพ และการใช้ Telehealth บริการสาธารณสุขระบบทางไกล เป็นต้น

3.หมวด MedTech Convergence การใช้เทคโนโลยีทางการแพทย์ทันสมัยอย่าง Biosensors, Medical Robotic, Wireless Health เช่น นาฬิกาวัดชีพจร, วัดความดัน และวัดระดับออกซิเจน ซึ่งกลุ่มเหล่านี้มีแนวโน้มเติบโตที่ดี

ไม่พลาดข่าวสำคัญ เจาะลึกทุกประเด็น
เพิ่มเราเป็นเพื่อนทาง @prachachat

ติดตามข่าวธุรกิจ