GCAP เขย่าโครงสร้างรายได้ 3 ปี ดันค่าฟี 25%

“จี แคปปิตอล” เตรียมปรับโครงสร้างรายได้ ตั้งเป้า 3 ปี เพิ่มรายได้ค่าธรรมเนียมเป็น 25% ลดรายได้ดอกเบี้ยเหลือ 75% จาก 98% พร้อมรักษาระดับการปล่อยสินเชื่อหลัก เปิดแผนปี 65 แตกไลน์ธุรกิจเปิดรับพันธมิตร เซ็น MOU ศึกษาความเป็นไปได้สร้างสนามบิน “เกาะเต่า” มั่นใจศักยภาพ เชื่อหลังโควิด-19 คลี่คลาย นักท่องเที่ยวไทย-เทศ พร้อมเดินทาง

วันที่ 27 กันยายน 2564 นายอนุวัตร โกศล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท จี แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) หรือ GCAP เปิดเผยถึงทิศทางบริษัทในปี 2565 ว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่เกิดขึ้นในช่วงเกือบ 2 ปีที่ผ่านมา ส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจหลายอุตสาหกรรม รวมถึงผู้ให้บริการทางด้านสินเชื่อที่ได้รับผลกระทบอย่างเลี่ยงไม่ได้ บริษัทจึงต้องปรับตัวเพื่อรักษาธุรกิจในทุก ๆ มิติ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการรักษาระดับรายได้ การลดรายจ่าย การพิจารณาอนุมัติสินเชื่อที่เข้มงวดมากขึ้น

โดยบริษัทยังคงตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อในปีนี้อยู่ที่ 1,000 ล้านบาท จากยอดสินเชื่อคงค้างอยู่ที่ราว 2,000 ล้านบาท ซึ่งบริการสินเชื่อเช่าซื้อ กลุ่มเกษตรกร จะยังเป็นกลุ่มลูกค้าหลักของบริษัทมีสัดส่วนราว 75% และสินเชื่อส่วนบุคคล 25% ซึ่งคาดว่าแนวโน้มโควิด-19 น่าจะกลับมาดีขึ้น โดยทิศทางการให้สินเชื่อยังคงมีแนวโน้มขยายตัวได้ในช่วงที่เหลือของปีนี้ ขณะที่หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ค่อนข้างต่ำอยู่ที่ราว 0.34%

อย่างไรก็ดี บริษัทตั้งเป้าภายใน 3 ปี จะพยายามปรับสัดส่วนรายได้ที่มาจากดอกเบี้ยที่ปัจจุบันอยู่ที่ราว 98% จะมุ่งเน้นการเติบโตในส่วนของรายได้ค่าธรรมเนียมมากขึ้น โดยในระยะ 3 ปี สัดส่วนรายได้จากดอกเบี้ยจะเหลือเพียง 75% และรายได้จากค่าธรรมเนียมจะเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 25% โดยจะมาจากการต่อยอดบริการใหม่ ๆ เช่น การทำประกันเบี้ยคุ้มครองสินเชื่อให้กับลูกค้า ซึ่งปัจจุบันมีมูลหนี้เบี้ยคุ้มครองราว 60 ล้านบาท โดยในส่วนนี้มีแนวโน้มเติบโตเพิ่มขึ้น และจะสร้างรายได้ในส่วนของค่าคอมมิชชั่น เป็นต้น

นอกเหนือจากนี้ บริษัทยังมองหาโอกาสใหม่ ๆ ทางธุรกิจในสถานการณ์ที่แม้ว่าจะเป็นวิกฤตอย่างปัจจุบัน โดยที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทมีมติให้ศึกษาการสร้างรายได้ในด้านอื่น ๆ เพื่อลดความเสี่ยงและสร้างสมดุลของโครงสร้างรายได้ให้มากขึ้น รวมถึงการเปิดรับพันธมิตรใหม่ที่สนใจจะเข้าร่วมทำธุรกิจในรูปแบบต่าง ๆ


โดยที่ผ่านมา บริษัทได้ทำการศึกษากับกลุ่มผู้ที่สนใจเข้าร่วมเป็นพันธมิตร โดยล่าสุดได้มีการลงนามในบันทึกข้อตกลง (MOU) กับกลุ่มพันธมิตรเพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการสร้างสนามบินที่เกาะเต่า จังหวัดชุมพร เพราะบริษัทเล็งเห็นว่าเมื่อสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 กลับสู่สภาวะปกติ ภาคการท่องเที่ยวจะเป็นอุตสาหกรรมที่สร้างโอกาสให้อย่างมากเพราะการท่องเที่ยวในประเทศไทย ยังได้รับความสนใจอย่างมากทั้งจากนักท่องเที่ยวทั่วโลกและจากคนไทย

“เกาะเต่าเป็นอีก 1 ในจุดหมายของนักท่องเที่ยวทั่วโลกรวมถึงนักท่องเที่ยวไทย ปัจจุบันการเดินทางไปยังเกาะเต่า ใช้เวลาค่อนข้างนาน การเดินทางไม่ค่อยสะดวกมากนัก หากมีสนามบินจะทำให้นักท่องเที่ยวเดินทางไปเที่ยวได้สะดวกมากขึ้น และเป็นโอกาสในการต่อยอดธุรกิจได้อีกด้วย โดยคาดว่าถ้าทุกอย่างเป็นไปตามกำหนดจะสามารถใช้สนามบินได้ประมาณ 1 ปีหลังจากนี้” นายอนุวัตรกล่าว

สำหรับการศึกษาในเรื่องของการสร้างสนามบินในครั้งนี้ เป็นการต่อยอดจากกลุ่มลูกค้าของบริษัทที่มีศักยภาพ มีความพร้อมและต้องการสร้างโอกาสทางธุรกิจร่วมกัน โดยบริษัทในฐานะผู้ให้บริการทางด้านสินเชื่อก็พร้อมที่จะสนับสนุนลูกค้า หรือจะเป็นพันธมิตรใหม่ที่จะเข้ามาร่วมสร้างโอกาสทางธุรกิจรองรับสถานการณ์วิกฤตที่เชื่อว่าจะดีขึ้นหลังจากนี้

ไม่พลาดข่าวสำคัญ เจาะลึกทุกประเด็น
เพิ่มเราเป็นเพื่อนทาง @prachachat

ติดตามข่าวธุรกิจ