นโยบายการคลังสหรัฐ เป็นปัจจัยหนุนราคาทองคำ

คอลัมน์ สถานีลงทุน
โดย ธนรัช พสวงศ์ ฮั่วเซ่งเฮง โกลด์ ฟิวเจอร์ส

นโยบายการเงินสหรัฐโดยส่วนใหญ่ได้รับความสนใจจากตลาดทองคำเนื่องจากมองว่ามีผลกระทบที่มีนัยสำคัญต่อราคาทองคำ เพราะมีผลต่อเงินดอลลาร์สหรัฐและส่งผ่านไปถึงราคาทองคำ

อย่างที่เราทราบกันดีว่าการผ่อนคลายนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะทำให้เงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงและราคาทองคำปรับสูงขึ้น ขณะที่นโยบายการคลังก็มีผลต่อราคาทองคำเช่นเดียวกัน เนื่องจากการที่สหรัฐมีการใช้นโยบายการคลังเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจจะทำให้หนี้สาธารณะของสหรัฐเพิ่มสูงขึ้น และตามมาด้วยอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้น

ดังนั้นราคาทองคำมีแนวโน้มปรับสูงขึ้น อย่างไรก็ดีในช่วงที่โดนัลด์ ทรัมป์ ชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐในเดือนพฤศจิกายน 2559 ตลาดมีความคาดหวังสูงว่าจะมีนโยบายของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่จะมีการลดภาษีและการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐให้ขยายตัว ทำให้ตลาดหุ้นสหรัฐตอบรับทางบวกปรับขึ้นร้อนแรงและเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าสุดในรอบ 14 ปี สวนทางกับราคาทองคำปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง

ถึงแม้ว่าพรรครีพับลิกันจะครองเสียงข้างมากทั้งวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎร แต่การผลักดันกฎหมายต่าง ๆ ดูเหมือนไม่ง่ายเลยและยังไม่สามารถออกกฎหมายที่สำคัญได้เลยนับตั้งแต่ที่โดนัลด์ ทรัมป์เข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐในต้นปี ซึ่งพรรครีพับลิกันพยายามผลักดันกฎหมายปฏิรูปภาษีครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่ทศวรรษ 1980 เป็นต้นมา แต่เนื้อหาของร่างกฎหมายปฏิรูปภาษีที่แตกต่างกันของฉบับวุฒิสภาและฉบับสภาผู้แทนราษฎร จะทำให้การพิจารณาอนุมัติร่างกฎหมายปฏิรูปภาษีสหรัฐเป็นไปได้ยาก โดยร่างกฎหมายฉบับของวุฒิสมาชิกเสนอให้ปรับลดอัตราภาษีนิติบุคคลลงสู่ 20% จาก 35% ซึ่งหมือนกับร่างฉบับของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แต่ร่างกฎหมายฉบับของวุฒิสมาชิกจะบังคับใช้ในปี 2562 หรือล่าช้ากว่าฉบับสภาผู้แทนราษฎร 1 ปี

นอกจากนี้ยังมีความแตกต่างกันในเรื่องรายการหักลดหย่อนภาษีในส่วนของภาษีระดับรัฐและระดับท้องถิ่นและภาษีมรดก ดังนั้นตลาดเริ่มกังวลว่าจะมีความล่าช้าในการออกกฎหมายปฏิรูปภาษีสหรัฐ ทำให้เป็นปัจจัยบวกต่อราคาทองคำและเริ่มมีแรงเทขายในตลาดหุ้น หลังจากที่ตลาดหุ้นสหรัฐทำจุดสูงสุดใหม่อย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ดีประเด็นดังกล่าวยังคงต้องติดตามต่อไปเพราะยังมีหลายขั้นตอนกว่าที่จะออกกฎหมายฉบับนี้ได้ แต่ตลาดการเงินก็ตอบรับไปพอสมควรแล้ว

หลังจากที่ในช่วง 3 สัปดาห์ที่ผ่านมาราคาทองคำเคลื่อนไหวกรอบ 1,265-1,290 ดอลลาร์/ออนซ์ แต่ราคาทองคำสามารถทะลุ 1,290 ดอลลาร์/ออนซ์ในวันศุกร์ที่ 17 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ทำให้คาดราคาทองคำมีแนวโน้มปรับขึ้นสู่แนวต้านสำคัญทางจิตวิทยา 1,300 ดอลลาร์/ออนซ์ ถ้าทะลุผ่านขึ้นไปได้จะมีแนวต้านถัดไป 1,306 และ 1,313 ดอลลาร์/ออนซ์ ตามลำดับ ส่วนแนวรับระยะสั้นอยู่ที่ 1,280 และ 1,270 ดอลลาร์/ออนซ์ ตามลำดับ และมีแนวรับสำคัญ 1,265 ดอลลาร์/ออนซ์ ซึ่งถ้าหลุดแนวรับดังกล่าวจะทำให้ราคาทองคำทางเทคนิคเกิดสัญญาณขายเกิดขึ้น

Previous articleบล.บัวหลวง รายงานภาวะรอบด้านตลาดหุ้น 24 พ.ย. 2560
Next articleเครือข่ายไม่เอาโรงไฟฟ้าถ่านหิน เดินเท้าพบ “บิ๊กตู่” จากเทพาเข้าเมืองสงขลา 75 กิโลเมตร