สแตนชาร์ต จับตาเปิดประเทศ 1 พ.ย. หนุนจีดีพีปีหน้าฟื้นตัว 3%

Mladen ANTONOV / AFP

ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด มองเศรษฐกิจไทยปี 65 ขยายตัวอยู่ที่ระดับ 3% เกาะติดการเปิดประเทศ 1 พ.ย.นี้ หนุนการท่องเที่ยว-การบริโภคฟื้นตัว จับตาตลาดการเงินผันผวนเห็นเงินบาทแข็งค่า 31.00-32.00 บาทต่อดอลลาร์

วันที่ 26 ตุลาคม 2564 ดร.ทิม ลีฬหะพันธุ์ นักเศรษฐศาสตร์ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) กล่าวว่า ธนาคารคาดเศรษฐกิจไทยในปี 2565 จะฟื้นตัวในอัตรา 3% จากปีนี้คาดว่าจะทรงตัวในระดับ 0% อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าติดตามคือ เศรษฐกิจจะฟื้นตัวได้เข้มแข็งเพียงใด โดยต้องติดตามสถานการณ์การเปิดประเทศวันที่ 1 พฤศจิกายนนี้ ซึ่งจะช่วยหนุนภาคการท่องเที่ยว และการบริโภคภาคเอกชนได้มากน้อยเพียงใด เนื่องจากภาคการส่งออกยังคงขยายตัวต่อเนื่องจากปีนี้

“เราคาดว่าการฟื้นตัวจะเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป เนื่องจากยังไม่มีสัญญาณการฟื้นตัวที่ชัดเจนในขณะนี้ อย่างไรก็ตาม เราอาจจะทบทวนมุมมองนี้อีกครั้ง ตอนนี้เรารอดูตัวเลขชี้วัดทางเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นของผู้บริโภคช่วงปลายปี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ภาพรวมการเปิดประเทศหลังจากวันที่ 1 พ.ย.นี้”

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของนโยบายทางการเงินในปี 2565 นโยบายทางการคลังยังคงเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจโดยรวม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์หลังการแพร่ระบาดของโควิด-19 น่าจะมีการกระตุ้นในภาคการบริโภคและการท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่โครงการการลงทุนต่างๆ น่าจะกลับมาเดินหน้าต่อ ซึ่งมีโอกาสต่อยอดการเติบโตของเศรษฐกิจได้มากขึ้นอีก

“สิ่งที่ต้องจับตามองในปีหน้าจะอยู่ที่นโยบายทางการเงินแทน โดยตลาดอาจตั้งคำถามว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายในระดับปัจจุบันเพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของภาคธุรกิจไว้ได้อย่างไร ในขณะที่ธนาคารกลางประเทศอื่นๆ เริ่มขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายกันบ้างแล้ว และภาคธุรกิจจะเริ่มเห็นว่าต้นทุนการกู้ยืมสูงขึ้นเนื่องจากอัตราดอกเบี้ยในตลาดเริ่มเพิ่มขึ้นชัดเจน” ดร.ทิม กล่าวเสริม

สำหรับทิศทางอัตราแลกเปลี่ยน ธนาคารประเมินกรอบค่าเงินบาทในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2565 อยู่ที่ระดับ 31.00-32.00 บาทต่อดอลลาร์ โดยแนวโน้มแข็งค่าบนปัจจัยบวกการเปิดประเทศ และการฟื้นตัวของการท่องเที่ยว ซึ่งจากต้นปีค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอ่อนค่าจากระดับ 30.00 บาทต่อดอลลาร์ และปรับมาที่ระดับ 34.00 บาทต่อดอลลาร์ ก่อนจะทยอยแข็งค่ามาอยู่ที่ 33.00 บาทต่อดอลลลาร์ในปัจจุบัน

“มีปัจจัยภายนอกและปัจจัยภายในประเทศหลายประการที่จะส่งผลต่อความผันผวนของค่าเงินบาทในปี 65 ไม่ว่าจะเป็นแนวโน้มการขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐ ความสัมพันธ์สหรัฐ-จีน จะกลับมาเป็นที่จับตาอีกครั้งในยุคหลังโควิด” ดร.ทิม กล่าว

ขณะที่ปัจจัยภายในประเทศสิ่งที่ต้องจับตามอง คือพัฒนาการทางการเมือง และสถานการณ์โควิดหลังเปิดประเทศ เนื่องจากนักลงทุนเริ่มมองปัจจัยอื่นๆ ในช่วงหลังโควิด เช่น ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยหรือไม่ โดยจะส่งผลต่อเสถียรภาพด้านราคา หรือภาวะเงินเฟ้อไหม รวมทั้งจับตาดูว่าการท่องเที่ยวจะฟื้นกลับมาได้อย่างที่คาดการณ์ไว้หรือไม่

นอกจากนี้ มีความท้าทายเชิงโครงสร้างในแง่ที่ว่า รัฐบาลจะสามารถดึงดูดภาคธุรกิจทั้งในและต่างประเทศให้ลงทุนในประเทศเพิ่มขึ้นได้อย่างไร และการแสดงให้เห็นถึงความคืบหน้าของโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC อย่างชัดเจน

ไม่พลาดข่าวสำคัญ เจาะลึกทุกประเด็น
เพิ่มเราเป็นเพื่อนทาง @prachachat

ติดตามข่าวธุรกิจ