ตลาดเปิดรับความเสี่ยง “โอไมครอน” หนุนเงินบาทแข็งค่า

เงิน โควิด

แบงก์ประเมินกรอบค่าเงินบาทเคลื่อนไหว 33.00-33.60 บาทต่อดอลลาร์ เผยจับตาการระบาดโอไมครอน หนุนตลาดเปิดรับความเสี่ยง-ราคาทองคำเด้งขึ้น ทำดอลลาร์อ่อนค่า กดดันค่าเงินบาทขยับแข็งค่า ระบุปลายปีเห็นค่าเงินสวิงตามปริมาณธุรกรรมเบาบาง

วันที่ 26 ธันวาคม 2564 นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน ธนาคารกรุงไทย เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า กรอบเงินบาทสัปดาห์หน้า (วันที่ 27-31 ธันวาคม 64) เคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 33.20-33.60 บาทต่อดอลลาร์

โดยปัจจัยที่ตลาดจับตาดูจะเป็นเรื่องการระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์โอไมครอนในประเทศ แม้ว่าในต่างประเทศจะรับรู้ไปบ้างแล้ว ทำให้ตลาดกลับมาเปิดรับความเสี่ยงอีกครั้ง โดยเงินสกุลดอลลาร์อ่อนค่าขึ้น และแนวโน้มราคาทองเด้งกลับมาเพิ่มขึ้น ส่งผลให้เงินบาทขยับแข็งค่าขึ้น

อย่างไรก็ดี ในช่วงปลายปีจะเห็นว่าค่าเงินบาทมีความผันผวน หรือค่อนข้างสวิงได้ เนื่องจากธุรกรรมในช่วงสิ้นปีจะเบาบาง ซึ่งหากมีปัจจัยอะไรเข้ามาจะสวิงได้สูง ขณะที่กระแสเงินทุนเคลื่อนย้าย (ฟันด์โฟลว์) ต่างชาติไม่ได้เข้ามาเยอะ อาจเห็นค่าเงินไม่ได้แข็งค่ามากนัก

สำหรับกระแสเงินทุนเคลื่อนย้าย (ฟันด์โฟลว์) ประเมินว่า จะเห็นกระแสเงินไหลเข้ามาลงทุนของต่างชาติกลับมาซื้อขายมากขึ้นจะเป็นในช่วงสัปดาห์แรกของปี 2565 โดยในช่วงปลายปีจะเห็นโฟลว์ต่างชาติค่อนข้างน้อย เพราะเป็นช่วงเทศกาลวันหยุด และมีการปิดบัญชีแล้ว

โดยกระแสฟันด์โฟลว์ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา พบว่า ตลาดหุ้นมียอดซื้อสุทธิ 4,500 ล้านบาท และตลาดพันธบัตร (บอนด์) ไหลเข้าสุทธิ 2.46 หมื่นล้านบาท ซึ่งจะเห็นว่าในช่วงกลางสัปดาห์มีเงินไหลเข้าบอนด์เพื่อเก็งกำไรราว 2.2 หมื่นล้านบาท และหลังมีข่าวการระบาดโอไมครอนทำให้มีแรงเทขายพันธบัตรเฉลี่ยวันละ 1,800-1,900 ล้านบาท

“ปัจจัยสัปดาห์หน้าในมุมเศรษฐกิจไม่ได้มีน้ำหนักอะไรมาก แต่สิ่งที่คนรอดูจะเป็นเรื่องการระบาดของโอไมครอนจะมีผลต่อค่าเงินมากกว่า แต่จะเห็นว่าตลาดโดนรวมไม่ได้กังวลมากนัก เพราะเริ่มรับรู้ไปพอสมควรแล้ว ทำให้โทนตลาดกลับมาเปิดรับความเสี่ยงอีกครั้ง จึงเห็นดอลลาร์อ่อน ราราทองคำเด้งขึ้น บาทแข็งค่า ซึ่งในระยะสั้นอาจเห็นไปแตะได้ 33 บาทต่อดอลลาร์ได้ ภายใต้ในมุมเงินดอลลาร์อ่อนค่าเยอะ และราคาทองคำทะลุ 1,820-1,830 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ทำให้มีการเทขายทำกำไรออกมา”

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่า กรอบค่าเงินบาทภายในสัปดาห์หน้าเคลื่อนไหวที่ระดับ 33.00-33.80 บาทต่อดอลลาร์ โดยปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ รายงานเศรษฐกิจการเงินเดือนพฤศจิกายนของไทย และทิศทางเงินทุนเคลื่อนย้ายของต่างชาติ และสถานการณ์โควิด-19


ขณะที่ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ได้แก่ ดัชนีราคาบ้านเดือนตุลาคมยอดทำสัญญาขายบ้านที่รอปิดการขายเดือนพฤศจิกายน และจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ นอกจากนี้ตลาดยังรอติดตามตัวเลขกำไรภาคอุตสาหกรรมเดือนพฤศจิกายน และดัชนี PMI ภาคการผลิตและภาคบริการเดือนธันวาคมของจีน