วิจัยกรุงศรี ชี้กรณีเลวร้ายสุดคนไทยติดโอมิครอน 3.2 หมื่นคนกลาง ก.พ.

ธนาคารกรุงศรีอยุธยา

วิจัยกรุงศรีชี้การระบาดของโอมิครอนอาจทำให้เศรษฐกิจไทยฟื้นช้า เปิด 3 สมมุติฐาน ผู้ติดเชื้อโควิดชี้กรณีเลวร้ายมองพีกสุด 3.2 หมื่นรายกลางเดือน ก.พ. เสียชีวิต 300 คนต่อวัน ขณะที่อัตราเงินเฟ้อยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในช่วงไตรมาสแรกของปี คาดแตะ 3%

วันที่ 11 มกราคม 2565 วิจัยกรุงศรี ธนาคารกรุงศรีอยุธยา เปิดเผยว่า เศรษฐกิจในช่วงแรกของปี 2565 เผชิญความท้าทายจากการระบาดของโอมิครอน กระทบต่อความต่อเนื่องของการฟื้นตัว จากเครื่องชี้วัดเศรษฐกิจล่าสุดเดือนพฤศจิกายน 2564 สะท้อนภาพรวมเศรษฐกิจที่ปรับดีขึ้นในเกือบทุกภาค โดยภาคส่งออกเติบโตสูง (+23.7% YOY) ตามการฟื้นตัวของอุปสงค์ประเทศคู่ค้า ขณะที่ภาคท่องเที่ยว จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติขยับขึ้นเกือบแตะแสนคน หลังทางการเปิดประเทศต้อนรับนักท่องเที่ยวภายใต้มาตรการ Test & Go ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน

ด้านการบริโภคภาคเอกชนฟื้นตัวต่อเนื่อง (+0.9% MOM_sa) หลังสถานการณ์ระบาดในประเทศและการฉีดวัคซีนเพิ่มมากขึ้น หนุนให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นผู้บริโภคฟื้นตัว เช่นเดียวกับการลงทุนภาคเอกชน (+4.3%) ที่ได้อานิสงส์จากการฟื้นตัวของอุปสงค์ทั้งในและต่างประเทศ

ขณะที่สถานการณ์จำนวนผู้ติดเชื้อ COVID-19 ในประเทศที่กลับมาเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วหลังผ่านช่วงเทศกาลปีใหม่ โดยเฉพาะการระบาดจากสายพันธุ์โอมิครอน ล่าสุดวิจัยกรุงศรีได้คาดการณ์จำนวนผู้ติดเชื้อจากแบบจำลอง SIR ไว้ 3 กรณี คือ

1. กรณีฐาน จำนวนผู้ติดเชื้อรายวันจะเพิ่มขึ้นสูงสุดเกือบ 1.1 หมื่นคนในช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์ก่อนลดลงอย่างช้า ๆ จำนวนผู้เสียชีวิตรายวันสูงสุดที่ประมาณ 50 คนในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์

2. กรณีเลวร้าย จำนวนผู้ติดเชื้อรายวันจะเพิ่มขึ้นสูงสุดที่ 1.6 หมื่นคนปลายเดือนกุมภาพันธ์ และมีผู้เสียชีวิตรายวันสูงสุดที่ประมาณ 100 คน

3. กรณีเลวร้ายสุด วัคซีนเข็มกระตุ้นไม่สามารถป้องกันการติดเชื้อได้ ส่งผลให้มีผู้ติดเชื้อรายวันสูงสุดประมาณ 3.2 หมื่นรายในช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์ และมีจำนวนผู้เสียชีวิตสูงถึง 300 รายต่อวัน

ทั้งนี้ ภายใต้สมมุติฐานระดับความเข้มงวดของมาตรการที่ถูกนำมาใช้ต่างกัน โดยในกรณีฐานความเข้มงวดของมาตรการสูงกว่าช่วงก่อนโอมิครอนระบาดเล็กน้อย ส่วนกรณีเลวร้ายสุดมาตรการควบคุมที่เข้มงวดอาจถูกนำกลับมาใช้อีกรอบ

วิจัยกรุงศรีประเมินผลกระทบต่อทั้งกิจกรรมทางเศรษฐกิจของภาคท่องเที่ยว และกิจกรรมทางเศรษฐกิจในประเทศ (ผลรวมใช้เป็นตัวแทน GDP) ในทั้ง 3 กรณี มีแนวโน้มลดลง 0.6%, 1.4% และ 3.0% ตามลำดับ อย่างไรก็ตาม การคาดการณ์นี้ยังไม่รวมปัจจัยเพิ่มเติมอื่น ๆ เช่น ผลบวกจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ (ซึ่งอาจทำให้ GDP โดยรวมอาจลดลงจากคาดการณ์เดิมไม่มาก)

อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเดือนธันวาคมชะลอลงเล็กน้อย แต่ยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในช่วงไตรมาสแรก อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเดือนธันวาคมอยู่ที่ 2.17% YOY ชะลอลงจาก 2.71% เดือนพฤศจิกายน ปัจจัยสำคัญจากมาตรการตรึงราคาน้ำมันดีเซล ขณะที่ราคาสินค้ากลุ่มอาหารสดสูงขึ้นเล็กน้อย ตามการสูงขึ้นของราคาเนื้อสุกร ด้านอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (หักราคาหมวดอาหารสดและพลังงาน) เท่ากับเดือนก่อนที่ 0.29%

สำหรับในปี 2564 อัตราเงินเฟ้อทั่วไปและอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานเฉลี่ยอยู่ที่ 1.23% และ 0.23% เทียบกับ -0.85% และ 0.29% ในปี 2563 ตามลำดับ

นอกจากนี้ วิจัยกรุงศรีคาดอัตราเงินเฟ้อจะยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นและแตะระดับสูงสุดใกล้ 3% ในไตรมาสแรกของปี 2565 ก่อนจะทยอยชะลอลงกลับมาอยู่ใกล้ขอบล่างของกรอบเงินเฟ้อเป้าหมายในช่วงปลายปี ส่วนหนึ่งเป็นผลจากฐานที่ต่ำมากในช่วงไตรมาสแรกของปี 2564 ประกอบราคาสินค้าโภคภัณฑ์ในตลาดโลก โดยเฉพาะราคาน้ำมันดิบที่ปรับขึ้นมาอยู่ในระดับสูง


อย่างไรก็ตาม การส่งผ่านต้นทุนไปยังราคาสินค้าอาจยังมีข้อจำกัด เนื่องจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยยังมีความเปราะบางจากการระบาดของ COVID-19 ในประเทศจากไวรัสสายพันธุ์โอมิครอน โดยทั้งปี 2565 คาดว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะเฉลี่ยอยู่ที่ 1.5%