“กรุงเทพประกันภัย” หมุนหุ้นปั้นกำไร แก้เกมขาดทุนเคลมโควิดสูงทะลุเบี้ย

ชัย โสภณพนิช ประธานกรรมการ BKI
ชัย โสภณพนิช ประธานกรรมการ BKI
สัมภาษณ์

ปี 2564 เป็นห้วงปีที่บริษัทประกันวินาศภัยหลายแห่ง “เจ็บหนัก” จากการเข้าไปรับประกันโควิด-19 แบบเจอจ่ายจบ โดยหลายบริษัทต้องปิดตัวไป ขณะที่อีกหนึ่งค่ายใหญ่อย่าง บมจ.กรุงเทพประกันภัย (BKI) ก็ต้องประสบผลขาดทุนเช่นเดียวกัน และมองไปข้างหน้า ภาระจากประกันโควิดยังไม่จบ ซึ่งบริษัทต้องพยายามให้ภาพรวมออกมาขาดทุนน้อยที่สุด

โดย “ชัย โสภณพนิช” ประธานกรรมการ BKI ได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนถึงเรื่องนี้ พร้อมกับเล่าถึงทิศทางในปี 2565

หมุนหุ้นปั้นกำไรกลบเคลมพุ่ง

ทั้งนี้ ในปี 2564 กรุงเทพประกันภัยขาดทุนจากการรับประกันภัย 383 ล้านบาท ส่วนหนึ่งที่มีผลขาดทุนไม่มาก เป็นเพราะมีกำไรจากประกันภัยประเภทอื่น ๆ เช่น ประกันภัยรถยนต์ ประกันภัยเบ็ดเตล็ด ประกันภัยขนส่ง และประกันอัคคีภัย รวมถึงกำไรจากการลงทุน ซึ่งในปี 2565 นี้ กรมธรรม์โควิดจะหมดอายุความคุ้มครองในเดือน พ.ค. ซึ่งบริษัทต้องจ่ายเคลมรวมกว่า 7,700 ล้านบาท คิดเป็นกว่า 10 เท่าของเบี้ยโควิดที่รับประกันไว้

“การจะทำให้ผลขาดทุนเกิดขึ้นน้อยสุด ก็คือ พยายามหากำไรจากการลงทุน มาชดเชยให้ได้มากที่สุด”

ย้อนไปปีที่แล้ว “ชัย” เล่าว่า บริษัทมีการขายหุ้นออกมาตลอด ขายเพื่อซื้อใหม่ ขายทั้งที่มีต้นทุนที่ต่ำ และได้มูลค่าขาย เมื่อราคาตลาดปรับขึ้น ส่งผลให้บริษัทมีกำไรจากการขายหุ้นราว 300 ล้านบาท และได้รับเงินปันผลจากการลงทุนเข้ามา 868 ล้านบาท แบ่งออกเป็น เงินปันผลหุ้น 774 ล้านบาท และเงินปันผลจากทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REIT) อีก 95 ล้านบาท ส่งผลให้บริษัทมีรายได้จากการลงทุนรวม 1,498 ล้านบาท

“ช่วงไตรมาสแรกปีที่แล้ว เราขายหุ้น บมจ.กรุงเทพประกันชีวิต (BLA) ออกไปบางส่วน หลังจากนั้น 2-3 เดือน ก็ซื้อกลับมา เพราะคิดว่าหุ้นมีอนาคตยังไปต่อได้ รวมถึงหุ้น บมจ.ทีคิวเอ็ม (TQM) ก็ขายออกไปแล้วซื้อกลับมา แต่ปัญหา คือ ตอนนี้หุ้นราคาถูกกว่าราคาที่เราซื้อกลับ แต่อย่างน้อยที่เราขายออกไปราคาหุ้นยังสูงกว่า ดังนั้น บางทีเราจะใช้วิธีหมุนหุ้นที่ดี ซื้อกลับมาเข้าพอร์ต อาจจะรอดู 1-2 เดือน ส่วนหุ้นที่เราคิดว่าในระยะยาวจะปรับตัวขึ้นลำบาก ก็จะขายออกไปเลย ไม่ซื้อกลับมา”

ทั้งนี้ เมื่อสิ้นปี 2564 พอร์ตลงทุนของบริษัท มีสินทรัพย์รวมอยู่ที่ 49,037 ล้านบาท โดยราคาทุนอยู่ที่ 26,074 ล้านบาท ผลจากราคาตลาดที่เพิ่มขึ้น ทำให้สัดส่วนพอร์ตลงทุนหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ฯทั้งในและต่างประเทศ และหุ้นนอกตลาด รวมกันอยู่ที่ 29,199 ล้านบาท คิดเป็น 60% โดยหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ฯเพิ่มขึ้นเป็น 53.6% มีมูลค่าอยู่ที่ 26,294 ล้านบาท จากราคาทุนที่มีสัดส่วน 21.8% มูลค่า 5,688 ล้านบาท

และหุ้นนอกตลาดเพิ่มขึ้นเป็น 6.4% มีมูลค่าอยู่ที่ 3,125 ล้านบาท จากราคาทุนที่มีสัดส่วนเพียง 3% มูลค่า 783 ล้านบาท ส่วนพอร์ตลงทุนเงินฝาก พันธบัตร หุ้นกู้ และเงินให้กู้ยืมอื่น ๆ มีสัดส่วน 35.7% มูลค่าราว 17,496 ล้านบาท จากราคาทุนที่อยู่ 17,585 ล้านบาท

รีเทิร์นปีนี้ไม่ต่ำกว่า 2.91%

เช่นเดียวกับทิศทางปีนี้ “ชัย” กล่าวว่า บริษัทคาดหวังจะมีกำไรจากการลงทุนเข้ามา ทั้งกำไรหุ้นทุน ดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารที่มีอยู่มากกว่า 6,000 ล้านบาท และดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาล เป็นต้น ซึ่งคาดว่าผลตอบแทนจากการลงทุนปี 2565 ไม่น่าจะต่ำกว่าปีก่อนที่ 2.91% โดยในไตรมาสแรกนี้ บริษัทยังคงขายหุ้นที่ถือไว้ออกจากพอร์ตเพื่อทำกำไร เพราะประเมินว่า จะขาดทุนจากการรับประกันภัยโควิดค่อนข้างสูง

“ช่วงนี้เรายังไม่ค่อยซื้อหุ้นกลับ เพราะยังไม่มั่นใจว่าเศรษฐกิจไทยปี 2565 จะเป็นอย่างไร หากประเมินจากหลายสำนักส่วนใหญ่คาดการณ์ GDP ปีนี้จากเดิมขยายตัว 4% เริ่มปรับลดคาดการณ์ลงเหลือขยายตัว 2.5-3% ซึ่งคงขึ้นอยู่กับสถานการณ์สงครามรัสเซียและยูเครนว่าจะยืดเยื้อออกไปนานแค่ไหน ฉะนั้นการที่เศรษฐกิจไทยขยายตัวลดลง ตลาดหุ้นไม่น่าจะปรับตัวขึ้น”

Advertisement

จับจังหวะ SET ตก-เข้าช้อนหุ้น

“ผมประเมินดัชนีตลาดหุ้นไทยปีนี้ไว้ที่ 1,550-1,650 จุด คิดว่าต้องรอช่วง SET Index ลงไปแตะ 1,550 จุด ถึงจะเข้าไปดูหุ้นที่ได้ประโยชน์จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ อย่างหุุ้นที่ตกลงมามาก คือ หุ้นร้านอาหาร, ท่องเที่ยว, โรงแรม แม้โรงแรมบางแห่งมีการลงทุนสร้างใหม่ P/E น่าจะแพงอีก 2-3 เท่า แต่ยังมีทรัพย์สินอยู่ ถ้ามีนักท่องเที่ยวกลับเข้ามาใหม่ เราเชื่อว่าค่อนข้างคุ้มที่จะซื้อหุ้น แต่วันนี้ยังไม่แน่ใจว่าจำนวนนักท่องเที่ยวที่จะเข้ามาเป็นจำนวนเท่าไหร่”

“ชัย” กล่าวอีกว่า หุ้นอีกกลุ่มที่น่าซื้อ คือ หุ้นโรงพยาบาล จากจำนวนคนไข้ที่เพิ่มมากขึ้น คนอายุมากขึ้น ยิ่งต้องใช้การบริการของโรงพยาบาล รวมถึงหุ้นมือถือแม้จะมีสงครามหรือสินค้าราคาแพง แต่คนยังต้องใช้งานติดต่อสื่อสาร และสุดท้ายคือหุ้นค้าปลีก บมจ.ซีพี ออลล์ (CPALL) น่าจะกลับไปลงทุนได้ หลังคลายล็อกดาวน์และจำกัดเวลาเปิด

สำหรับช่วงนี้แม้ตลาดหุ้นจะปรับตัวลงมาบ้าง ซึ่งเป็นจังหวะเข้าลงทุน แต่เนื่องจากมีความไม่แน่นอนสูงมากจากสงครามรัสเซียและยูเครน ตลาดหุ้นอเมริกากำลังเกิดฟองสบู่ บรรยากาศการเมืองภายในประเทศ ที่มีนายกรัฐมนตรีคนเดิมมา 7 ปีแล้ว ถ้ามีการเปลี่ยนแปลง เชื่อว่าจะเกิดความไม่แน่นอนสูง และจะส่งผลต่อตลาดหุ้นไทยในช่วงปลายปีนี้ที่จะเกิดการเลือกตั้งขึ้น โดยจะเห็นแรงเทขายทำกำไรของนักลงทุนต่างชาติออกมา ดังนั้น จึงไม่ควรเข้าไปซื้อหุ้นมากเกินไป

แชร์รายได้จากค่ายที่ปิดตัว

นอกจากนี้ “ชัย” กล่าวด้วยว่า กรณีหลายบริษัทประกันปิดตัวลงไปจากการขาดทุนประกันโควิด น่าจะมีเบี้ยรวมคิดเป็น 10% ของทั้งตลาด ซึ่งน่าจะกระจายไปตามบริษัทต่าง ๆ แต่บริษัทใหญ่จะได้เปรียบกว่า เนื่องจากมีฐานะการเงินที่ดีและมั่นคงกว่า ซึ่งกรุงเทพประกันภัยคาดว่าจะได้ส่วนแบ่งเบี้ยประกันเข้ามาราว 15-20%