ธปท.ชี้สงครามรัสเซีย-โอมิครอนฉุดจีดีพีปี’65-66 วูบ 0.5% เห็นเงินเฟ้อพีก 6%

ท่องเที่ยว สนามบิน
(Photo by Jack TAYLOR / AFP)

ธปท.เผยเศรษฐกิจไทยปี’65-66 เจอเหตุการณ์ 2 ช็อก “สงครามรัสเซีย-โอมิครอน” กระทบ “ราคาสินค้าโภคภัณฑ์พุ่ง-การบริโภคในประเทศ” ฉุดรั้งจีดีพี 2 ปี วูบ 0.5% เชื่อนโยบายการเงิน-คลังรับแรงกระแทกไหว ประเมินเงินเฟ้อพีกไตรมาส 2-3 อยู่ที่ 6% ก่อนปรับลดลงเข้าสู่กรอบระยะปานกลาง 1-3% ต้นปี’66 ระบุรัสเซียกระทบไทยจำกัด เหตุการค้า-ลงทุนน้อย หั่นจำนวนนักท่องเที่ยวปีหน้าเหลือ 19 ล้านคน

วันที่ 18 เมษายน 2565 นายสักกะภพ พันธ์ยานุกูล ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวในงานประชุมนักวิเคราะห์ (Analyst Meeting) ครั้งที่ 1/2565 ว่า ธปท.ได้มีการปรับประมาณการอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในการประชุมเดือนมีนาคม โดยจีดีพีปี 2565 ปรับจากประมาณการในเดือนธันวาคมที่อยู่ 3.4% เหลือ 3.2% และในปี 2566 ปรับจาก 4.7% เหลือ 4.4%

ผ่า 3 ประเด็นกดดันจีดีพีปี’65-66

ทั้งนี้ การเปลี่ยนแปลงของการปรับประมาณการเติบโตจีดีพีมาจาก 3 ประเด็นด้วยกัน คือ 1.สัญญาณเศรษฐกิจที่ขึ้นในไตรมาส 4/2564 โดยเริ่มเห็นการฉีดวัคซีนที่มากขึ้น และนักท่องเที่ยวที่ทยอยเข้ามาส่งผลให้การบริโภคเอกชนเติบโตดีกว่าคาด ซึ่งเป็นผลบวกต่อการเติบโตประมาณ 0.4%

และ 2.ปัจจัยต่างประเทศ ซึ่งมาจากปัจจัยความขัดแย้งของรัสเซีย-ยูเครน ซึ่งกระทบต่อเศรษฐกิจคู่ค้าชะลอตัว และมีผลต่อภาคการส่งออกเป็นสำคัญ โดยส่งต่อเศรษฐกิจปีนี้ -0.2% และปีหน้า -0.1% ขณะที่ราคาน้ำมันปรับสูงขึ้นส่งผลกระทบต่อจีดีพีปีนี้ -0.3% ส่วนจำนวนนักท่องเที่ยวกระทบไม่เยอะ โดยปีนี้ยังคงอยู่ที่ 5.6 ล้านคน และปีหน้าปรับจาก 20 ล้านคน เหลือ 19 ล้านคน ซึ่งจำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลงโดยเฉพาะรัสเซีย โดยมีผลกระทบต่อจีดีพี -0.2% และ 3.โอมิครอนในประเทศกระทบไม่มากราว -0.1%

“จากปัจจัยทั้ง 3 ประเด็น โดยรวมฉุดรั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจประมาณ 0.5% โดยจีดีพีปีนี้ลดลง -0.2% จาก 3.4% เหลือ 3.2% และปีหน้าลดลง -0.3% จาก 4.7% เหลือ 4.4% อย่างไรก็ดี จะเห็นว่าจีดีพีในปี 2563 จะหดตัว -6.1% ปี 2564 ขยายตัว 1.6% ปีนี้ 3.2% ปีหน้า 4.4% เป็นการฟื้นตัวต่อเนื่อง แต่ยังคงมีความเปราะบาง”

ทั้งนี้ หากดูปัจจัยผลกระทบจากกรณีรัสเซีย-ยูเครนจะผ่าน 3 ช่องทาง ได้แก่ 1.ราคาพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์ ซึ่งหากดูราคาพลังงานที่ปรับขึ้นกระทบต้นทุนการผลิต กำลังซื้อและเงินเฟ้อเร่งตัว ซึ่งมีผลต่อการบริโภคในประเทศที่ลดลงโดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง

2.ช่องทางการค้ากระทบไม่มาก เพราะการส่งออกมีสัดส่วนเพียง 0.4% ค่อนข้างน้อยทั้งในส่วนของการลงทุนโดยตรง (FDI) และการเข้าไปลงทุนโดยตรงของคนไทย (TDI) และ 3.ตลาดการเงินถือว่าไทยค่อนข้างมีเสถียรภาพและค่อนข้างเข้มแข็ง เนื่องจากมีเงินทุนสำรองสูง หนี้ต่างประเทศต่ำ จึงประเมินว่าผลจากรัสเซีย-ยูเครนจะไม่ส่งผลวิกฤตในวงกว้าง แต่ผลหลัก ๆ จะผ่านราคาพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์

อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงของเศรษฐกิจในระยะสั้น 6 เดือนแรกมีความเสี่ยงด้านต่ำเพิ่มขึ้น โดยมาจาก 3 เรื่องด้วยกัน คือ 1.ปัญหา Global Supply Disruption ทั้งเหล็ก ปุ๋ย และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ อาจรุนแรงกว่าคาด 2.ค่าครองชีพปรับเพิ่มขึ้นจนกระทบภาคการบริโภคเอกชน เพราะปัจจุบันรายได้นอกภาคเกษตรยังได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะเซ็กเตอร์ปิโตรเลียม ขนส่ง และก่อสร้าง

3.การระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์ใหม่ อย่างไรก็ดี ปัจจัยที่จะหนุนเศรษฐกิจขยายตัวได้ จะเป็นเรื่องการใช้จ่ายภาคเอกชนหลังจากที่ชะลอการใช้จ่ายในช่วงก่อนหน้า (Pent-up Demand)

สำหรับภาพรวมอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในปี 2565 ปรับจาก 1.7% เป็น 4.9% และในปี 2566 ปรับจาก 1.4% เป็น 1.7% ส่วนเงินเฟ้อพื้นฐานปีนี้ปรับจาก 0.4% เป็น 2.0% และในปี 2566 ปรับจาก 0.7% เป็น 1.7% ทั้งนี้ ในไตรมาส 1/65 จะเห็นเงินเฟ้อเร่งตัวสูงขึ้น และจะพีกอยู่ที่ 6% ในไตรมาส 2-3 โดยไตรมาส 4 และต้นปี’ 66 จะปรับลดลง อย่างไรก็ดี เงินเฟ้อที่ปรับสูงขึ้นมาจากราคาพลังงาน ซึ่งจะเห็นว่าเงินเฟ้อประมาณ 5% จะมาจากราคาพลังงานแล้ว 3-4% และราคาอาหารสด ส่งผลต่อไปยังราคาอาหารสำเร็จรูปซึ่งมีผลต่ออัตราเงินเฟ้อพื้นฐานขยับขึ้น

Advertisement

“ความเสี่ยงด้านสูงหลัก ๆ มาจากราคาที่ปรับสูงขึ้นกว่าคาด ซึ่งต้องติดตามความเสี่ยงเงินเฟ้อและการส่งผ่านต้นทุน ส่วนโอมิครอนแม้จะเห็นชัดว่าสถานการณ์ยืดเยื้อ แต่อาการของโรคไม่รุนแรง ทำให้ไม่มีมาตรการล็อกดาวน์เข้มงวด ซึ่งเป็นผลดี ส่วนนักท่องเที่ยวปีนี้เรายังให้เท่าเดิม 5.6 ล้านคน แต่ปีหน้าปรับลดลงจากรัสเซียเป็นหลัก”

ไทยเจอ 2 ช็อก เชื่อนโยบายการเงิน-คลังรับแรงกระแทกไหว

นายปิติ ดิษยทัต ผู้ช่วยผู้ว่าการสายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยในช่วงต้นปี 2565 จะเห็นว่าได้เจอ 2 ช็อก คือ การระบาดของโอมิครอน และความขัดแย้งระหว่างรัสเซีย-ยูเครน อย่างไรก็ดี หากมองแนวโน้มเศรษฐกิจโลกและไทยยังสามารถรองรับการช็อกได้ แต่จะเห็นการปรับเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันและสินค้าโภคภัณฑ์ ซึ่งยังมองว่ายังไม่ได้เป็น Game Changer ของเศรษฐกิจ
โดยในช่วงที่มีการระบาดของโควิด-19 จะเห็นว่านโยบายการเงินและการคลังทำงานร่วมกัน ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะการใช้จ่ายภาครัฐถือเป็นพระเอกรองรับแรงกระแทกจากการช็อก

โดยที่ผ่านมามาตรการทางการคลังคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 13% ของจีดีพี เมื่อเทียบกับสหรัฐอยู่ที่ 20% จีดีพี ซึ่งประเทศไทยเป็นประเทศขาดดุลงบประมาณต่อเนื่อง แต่ภาครัฐค่อนข้างมีความระมัดระวัง ซึ่งหากมองไปข้างหน้า 4-5 ปี เพดานหนี้สาธารณะจะยังอยู่ในกรอบ 70% ของจีดีพี จากปัจจุบันอยู่ที่ราว 60% ของจีดีพี ถือว่ายังไม่เยอะ เนื่องจากบทบาทคลังเป็นสิ่งสำคัญและเป็นลักษณะนี้กันทั่วโลก

“หากดูระดับจีดีพีเรายังไม่ถึงช่วงก่อนเกิดโควิด-19 แต่คาดว่าภายในสิ้นปีนี้หรือต้นปี’66 เมื่อเทียบกับสหรัฐ เขากลับไปช่วงก่อนโควิดแล้ว และในปีหน้าเขาจะกลับไปถึง Pre COVID Trend ซึ่งใช้เวลาปีหรือปีครึ่ง ส่วนของเราน่าจะอยู่ในช่วงครึ่งหลังของปีหน้า ซึ่งต้นปี’66 เราต้องมาดูอีกรอบ”

คงดอกเบี้ยชั่งน้ำหนัก “หนุนจีดีพีโต-ห่วงหนี้ครัวเรือน”

นายปิติกล่าวว่า ธปท.มีความเป็นห่วงเรื่องภาระหนี้ครัวเรือนที่ปัจจุบันสูงเป็นอันดับ 2 รองจากเกาหลี โดยจีดีพีขยายตัวลดลงและปริมาณหนี้เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ดี การแก้ปัญหาหนี้ได้ คือ ทำให้ประชาชนมีรายได้ และเศรษฐกิจสามารถเดินได้ ซึ่ง ธปท.กำลังชั่งน้ำหนักหนุนเศรษฐกิจให้ฟื้นตัว ส่วนในแง่มาตรการช่วยเหลือจะเป็นการปรับโครงสร้างหนี้ระยะยาว 3 ก.ย. 63

โดยที่ผ่านมาความช่วยเหลือก่อนปัจจัยรัสเซีย-ยูเครนลูกค้าน้อยลง สะท้อนถึงสถานการณ์ดีขึ้น แต่หลังมีปัจจัยสงครามเข้ามาอาจจะเห็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ปรับเพิ่มขึ้น แต่คงไม่รวดเร็วเป็นหน้าผา ซึ่ง ธปท.ดูในส่วนของธนาคารในการกันสำรอง และลูกค้าดูเรื่องของรายได้ จึงมองว่ามาตรการที่มีน่าจะครอบคลุมแล้ว แต่อาจจะต้องติดตามการนำเครื่องมือที่มีอยู่ไปใช้

ยันสหรัฐยังไม่เกิด “Recession” รับต้องรักษา Policy Space

นายปิติกล่าวว่า กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ได้ปรับลดคาดการณ์แนวโน้มเศรษฐกิจโลกเหลือกว่า 3% โดยปัจจัยการปรับลดลงมาจากปัจจัยรัสเซีย-ยูเครน โดยจะเห็นว่าสหภาพยุโรป (อียู) ได้รับผลกระทบมากกว่าภูมิภาคอื่น แต่ก็ยังสามารถขยายตัวได้เกือบ 3%

อย่างไรก็ดี แต่ละประเทศยังคงมีปัญหาอยู่ แต่การปรับลดคาดการณ์จีดีพีไม่ใช่ปัจจัยมาจากภาวะเศรษฐกิจถดถอย (Recession) โดยยังคงมองว่าสหรัฐยังไม่เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยภายในเร็ว ๆ นี้ 1-2 ปี แต่จะเป็นอีกในระยะ 3 ปีข้างหน้า ซึ่งขีดความสามารถในการดำเนินนโยบายการเงิน (Policy Space) จะปรับอย่างไรให้สอดคล้อง

ชี้คาดการณ์เงินเฟ้อระยะปานกลางยึดเหนี่ยวกรอบ 1-3%

นายสุรัช แทนบุญ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายนโยบายการเงิน ธปท.กล่าวว่า การดำเนินนโยบายการเงินควรวิเคราะห์แหล่งที่มาของราคาที่สูงขึ้นเพื่อใช้เครื่องมืออย่างเหมาะสม โดยมาจาก 3 ข้อ คือ 1.Relative Price Changes ราคาสินค้าบางหมวดปรับสูงขึ้นจากปัจจัยเฉพาะจุด แต่ก็ส่งผ่านไปต้นทุนอื่น

2.Demand-pull Inflation เศรษฐกิจร้อนแรงความต้องการสินค้าปรับเพิ่มขึ้นเป็นวงกว้าง และ 3.Changes in Inflation Expectations ผู้ประกอบการคาดการณ์สินค้าและบริการจะปรับเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อเงินเฟ้อคาดการณ์

และหากดูข้อมูลล่าสุด Relative Price Changes ที่สำคัญบางตัว เช่น อาหารสำเร็จรูปเริ่มชะลอตัว หรือเนื้อหมูที่เห็นราคาปรับขึ้นสูงในเดือนมกราคม แต่เดือนกุมภาพันธ์-มีนาคมเริ่มทยอยปรับลดลงมาแล้ว ซึ่งสิ่งที่ยังคงต้องจับตาต่อไป คือ เชื้อเพลิง ที่ยังคงสูงต่อเนื่องในเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม

อย่างไรก็ดี แม้ว่าบริษัทคาดการณ์ใน 1 ปีข้างหน้า ราคาสินค้าและบริการ และเงินเฟ้อคาดการณ์จะปรับ9y;เพิ่มขึ้น แต่เงินเฟ้อในระยะปานกลางและยาวยังคงยึดเหนี่ยวอยู่ในกรอบเป้าหมาย 1-3% และไม่ได้อ่อนไหวตามเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะสั้น ดังนั้น เงินเฟ้อที่สูงขึ้นมาจากปัจจัยอุปทาน และนโยบายการเงินยังสามารถเป็นบริบทที่รับได้ โดยคาดการณ์เงินเฟ้อยังคุมไม่ได้ยังมีอยู่ (Runaway Inflation) แต่อาจจะมองข้ามเงินเฟ้อระยะสั้นได้

“ขั้นแรก First Step นโยบายการเงินจะต้องดูเงินเฟ้อให้อยู่ในกรอบ 1-3% หากดูกรอบระยะปานกลาง 3-4 ปีข้างหน้าเหมือนต่างประเทศทำ และต้องดู Demand-pull และเซ็กเตอร์ไหนที่อ่อนไหวทางการเงินหากมีการปรับขึ้นดอกเบี้ย เช่น อสังหาริมทรัพย์ ซึ่งต้องชั่งน้ำหนักในการขึ้นดอกเบี้ย

โดยในการประชุม 2 ครั้งในไตรมาส 1 นโยบายการเงินยังต้องการให้เศรษฐกิจฟื้นตัวไม่สะดุด โดยแรงกดดันด้านอุปสงค์มีน้อย ทำให้นโยบายการเงินมีเสถียรภาพ แต่ก็มีบางจุดที่เปราะบางที่ต้องติดตาม”