เงินบาทแข็งค่าสุดรอบ 2 สัปดาห์ จับตาสัปดาห์หน้า ตัวเลขส่งออกเม.ย.

เงินกู้ เงินบาท

เงินบาทฟื้นตัวกลับมาแข็งค่าสุดในรอบ 2 สัปดาห์ ขณะที่เงินดอลลาร์ฯเผชิญแรงขาย หลังตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐ อ่อนแอ กระตุ้นความกังวลจากแนวโน้มการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ หุ้นไทยปรับตัวขึ้นขานรับตัวเลขจีดีพีไทยไตรมาส 1/65 และการผ่อนคลายมาตรการคุมโควิดในประเทศเพิ่มเติม จับตาปัจจัยสำคัญสัปดาห์หน้า ตัวเลขส่งออกเดือนเม.ย. สถานการณ์โควิด ปัญหารัสเซีย-ยูเครน

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย สรุปความเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทว่า เงินบาทแตะระดับแข็งค่าสุดในรอบ 2 สัปดาห์ หลังแข็งค่าผ่านแนวสำคัญหลายแนว ประกอบกับมีปัจจัยบวกช่วงต้นสัปดาห์จากข้อมูลจีดีพีไตรมาส 1/65 ของไทยที่ออกมาดีกว่าที่คาด ขณะที่เงินดอลลาร์ฯ ทยอยอ่อนค่าลงตามการย่อตัวของบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ หลังตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ออกมาอ่อนแอ อาทิ จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานที่พุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนม.ค. และยอดขายบ้านมือสองที่ลดลง 3 เดือนติดต่อกัน

นอกจากนี้การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทยังสอดคล้องกับสถานะซื้อสุทธิพันธบัตรไทยของนักลงทุนต่างชาติด้วยเช่นกัน

ทั้งนี้เงินดอลลาร์ฯ ฟื้นตัวขึ้นช่วงสั้นๆ ระหว่างสัปดาห์ หลังจากที่ประธานเฟดส่งสัญญาณปรับขึ้นดอกเบี้ยจนกว่าเงินเฟ้อสหรัฐฯ ชะลอตัวกลับลงมา อย่างไรก็ดีเงินดอลลาร์ฯ กลับมาเผชิญแรงขายอีกครั้ง เนื่องจากนักลงทุนเปลี่ยนจุดสนใจไปที่การประเมินความเป็นไปได้ของการคุมเข้มนโยบายการเงินของธนาคารกลางประเทศอื่นๆ นอกเหนือจากเฟดมากขึ้น

ค่าเงินบาท ณ วันที่ 20 พ.ค. 2565

ในวันศุกร์ (20 พ.ค.) เงินบาทปิดตลาดที่ 34.27 (หลังแตะระดับแข็งค่าสุดในรอบ 2 สัปดาห์ที่ 34.25) เทียบกับระดับ 34.78 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในวันศุกร์ก่อนหน้า (13 พ.ค.) ขณะที่ระหว่างวันที่ 17-20 พ.ค. นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิพันธบัตรและหุ้นไทย 12,600 ล้านบาท และ 9,362.4 ล้านบาท ตามลำดับ



สำหรับสัปดาห์ถัดไป (23-27 พ.ค.) ธนาคารกสิกรไทยมองกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทที่ระดับ 33.80-34.70 บาทต่อดอลลาร์ฯ ขณะที่ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ ตัวเลขการส่งออกของไทยเดือนเม.ย. รายงานการประชุมเฟดเมื่อ 3-4 พ.ค. สถานการณ์ยูเครน-รัสเซีย และทิศทางเงินทุนต่างชาติ

ขณะที่ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ได้แก่ ยอดขายบ้านใหม่ ยอดสั่งซื้อสินค้าคงทน ยอดทำสัญญาขายบ้านที่รอปิดการขาย อัตราเงินเฟ้อที่วัดจาก PCE/Core PCE Price Indices เดือนเม.ย. ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนพ.ค. และตัวเลขจีดีพีไตรมาส 1/65 (ครั้งที่ 2) นอกจากนี้ตลาดยังรอติดตามตัวเลข PMI เบื้องต้นสำหรับเดือนพ.ค. ของสหรัฐฯ ยุโรป และอังกฤษด้วยเช่นกัน

ส่วนความเคลื่อนไหวตลาดหุ้นไทย หุ้นไทยพลิกกลับมายืนเหนือแนว 1,600 จุด โดยหุ้นไทยดีดตัวขึ้นช่วงต้นสัปดาห์ ตามแรงซื้อของกลุ่มนักลงทุนสถาบันและต่างชาติ ขานรับตัวเลขจีดีพีไทยไตรมาส 1/65 ที่ออกมาดีกว่าคาดรวม ถึงข่าวที่จีนเตรียมผ่อนคลายล็อกดาวน์

อย่างไรก็ดี หุ้นไทยย่อตัวลงสั้นๆตามตลาดหุ้นต่างประเทศตามความกังวลเรื่องดอกเบี้ยของเฟด ก่อนจะปรับตัวขึ้นอีกครั้งช่วงปลายสัปดาห์ โดยมีแรงหนุนจากการผ่อนคลายมาตรการคุมโควิดในประเทศเพิ่มเติม การฟื้นตัวของตลาดหุ้นไทยสัปดาห์นี้ นำโดย หุ้นกลุ่มพลังงานตามราคาน้ำมันโลกที่ปรับตัวขึ้น รวมถึงกลุ่มไฟแนนซ์และกลุ่มอสังหาริมทรัพย์

ดัชนีตลาดหุ้นไทย

ในวันศุกร์ (20 พ.ค.) ดัชนี SET ปิดที่ระดับ 1,622.95 จุด เพิ่มขึ้น 2.43% จากสัปดาห์ก่อน ขณะที่มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 71,995.00 ล้านบาท ลดลง 11.04% จากสัปดาห์ก่อน ส่วนดัชนี mai เพิ่มขึ้น 3.94% มาปิดที่ 625.66 จุด

สำหรับสัปดาห์ถัดไป (23-27 พ.ค.) บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด มองว่า ดัชนีหุ้นไทยมีแนวรับที่ 1,600 และ 1,580 จุด ขณะที่แนวต้านอยู่ที่ 1,635 และ 1,650 จุด ตามลำดับ โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ ตัวเลขส่งออกเดือนเม.ย. ของไทย สถานการณ์โควิด-19 ทิศทางเงินทุนต่างชาติ รวมถึงสถานการณ์ตึงเครียดระหว่างรัสเซียและยูเครน


ส่วนข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ได้แก่ ดัชนี PMI (เบื้องต้น) เดือนพ.ค. ยอดขายบ้านใหม่ ยอดสั่งซื้อสินค้าคงทน รายได้และรายจ่ายส่วนบุคคล ดัชนี PCE/Core PCE Price Index เดือนเม.ย. บันทึกการประชุมเฟด และจีดีพีไตรมาส 1/65 ขณะที่ปัจจัยต่างประเทศอื่นๆ ได้แก่ ดัชนี PMI (เบื้องต้น) เดือนพ.ค. ของญี่ปุ่นและยูโรโซน รวมถึงกำไรบริษัทภาคอุตสาหกรรมเดือนเม.ย. ของจีน


ไม่พลาดข่าวสำคัญ เจาะลึกทุกประเด็น
เพิ่มเราเป็นเพื่อนทาง @prachachat

ติดตามข่าวธุรกิจ