แรงกดดันภายนอกกระทบหุ้นไทย แนะลงทุนหุ้นอิงในประเทศยืนแกร่งกว่าตลาด

หุ้น ภาษี เงินบาท

บล.ฟิลลิป ประเมินตลาดหุ้นไทยเช้านี้คาดแกว่งตัว 1,620-1,640 จุด แรงกดดันหลักจากภายนอก กังวลภาวะเศรษฐกิจถดถอยของสหรัฐ-นโยบายการเงินของเฟด แต่ปัจจัยภายในช่วยหนุนประคองตลาด จากความคืบหน้าการเปิดประเทศ โดยเฉพาะการผ่อนคลายมาตรการต่าง ๆ เน้นลงทุนหุ้นอิงปัจจัยภายในยืนแข็งแกร่งกว่าตลาด “MAJOR-CPN-PLANB-ERW-CENTEL”

วันที่ 25 พฤษภาคม 2565 บริษัทหลักทรัพย์ ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) รายงานแนวโน้มตลาดหุ้นไทยเช้านี้ว่า คาดแกว่งตัวออกด้านข้างในกรอบ 1,620-1,640 จุด โดยแรงกดดันหลักยังคงมาจากภายนอกในประเด็นความกังวลภาวะเศรษฐกิจถดถอยของสหรัฐ และการดำเนินนโยบายการเงินของเฟด หากแต่ปัจจัยภายในจะเป็นตัวช่วยหนุนและประคองตลาดไว้ได้ ทางฝ่ายวิจัยยังให้น้ำหนักกับความคืบหน้าการเปิดเมือง/เปิดประเทศ โดยเฉพาะการผ่อนคลายมาตรการต่าง ๆ มากขึ้นเป็นลำดับ

โดยมีกรอบระยะเวลาที่ชัดเจนมากขึ้น รวมถึงการออกมาตรการสนับสนุนการท่องเที่ยวที่ดำเนินไปพร้อม ๆ กัน อย่างไรก็ดี การที่หุ้นในกลุ่มท่องเที่ยวและเปิดเมืองปรับตัวขึ้นมาในช่วงก่อนหน้าค่อนข้างมาก จะจำกัดกรอบการปรับขึ้นของตลาดเช่นกัน



กลยุทธ์การลงทุน เน้นลงทุนในหุ้นที่อิงปัจจัยภายใน ซึ่งค่อนข้างยืนแข็งแกร่งกว่าตลาด เช่น MAJOR, CPN, PLANB, ERW, CENTEL

ส่วนสถานการณ์ค่าเงินดอลลาร์ถูกกดันหนัก บาทกลับมาแข็งค่าในระยะสั้น โดยช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา Dollar Index ที่ใช้การคำนวณการแข็ง/อ่อนค่าของค่าเงินดอลลาร์สหรัฐเทียบกับตะกร้าเงินอื่นๆ ปรับตัวลงใกล้หลุดระดับ 100 จุด สะท้อนการอ่อนค่าอย่างมีนัยสำคัญหลังท่าทีของประธาน ECB เปลี่ยนไปในทิศทาง Hawkish มากขึ้นทำให้สกุลเงินยูโรแข็งค่าขึ้น กดดันค่าเงินดอลลาร์

ซึ่งพฤติกรรมของเงินลงทุนตามปกติจะไหลไปสู่ที่มีอัตราดอกเบี้ยโดยเปรียบเทียบสูงกว่า ทำให้สกุลเงินบาท เยน หรือยูโรพากันเดินหน้าในทางแข็งค่าในระยะสั้น จึงอาจต้องระมัดระวังหุ้นที่เคยได้ประโยชน์จากบาทอ่อนค่าในช่วงก่อนหน้า อาจสลับย่อตัวลงมาหลังค่าเงินผันผวน

ขณะที่รัฐบาลไทยเตรียมเปิดหน้ากาก และมาตรการรัฐหนุนการท่องเที่ยว โดยสาธารณสุขเผยความคืบหน้าในการเตรียมการรับการเปลี่ยนผ่านโควิดเข้าสู่โรคประจำถิ่นโดยคาดอาจปรับคำแนะนำให้เปิดหน้ากากในสถานที่สาธารณะได้ในช่วงกลาง มิ.ย.เว้นใน 3 กรณี ได้แก่ 1.กลุ่มผู้ป่วย/กลุ่มเสี่ยง 608 2.อยู่ในสถานที่ปิด และ 3.กิจกรรมที่มีคนร่วมกันจำนวนมาก


นอกจากนี้รัฐบาลยังเตรียมอัดฉีดโครงการเราเที่ยวด้วยกันเฟส 4 และขยายเวลาใช้สิทธิไปถึงสิ้น ก.ย. 65 มองเป็นบวกกับหุ้นในกลุ่มท่องเที่ยว/เปิดประเทศ แต่เนื่องจากราคาหุ้นบางตัวขยับขึ้นไปมากแล้ว จึงต้องเน้นหุ้นที่ laggard กลุ่มเป็นหลัก

ไม่พลาดข่าวสำคัญ เจาะลึกทุกประเด็น
เพิ่มเราเป็นเพื่อนทาง @prachachat

ติดตามข่าวธุรกิจ