ราเกซ สักเสนา คุก 335 ปี ชดใช้ 2,500 ล้าน ศาลฎีกาพิพากษา ปิดคดี BBC

ศาลพิพากษายืน จำคุก ราเกซ สักเสนา
นาย​รา​เก​ซ สัก​เสนา ขณะที่เจ้าหน้าที่​ราช​ฑัณท์​นำ​ตัวมา​ฟัง​คำ​พิพากษา​ใน​คดี​ความ​ผิด​ฐาน​กระทำ​ผิด​พระ​ราช​บัญญัติ​หลักทรัพย์​และ​ตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 และ​ประมวล​กฎหมาย​อาญา มาตรา 83 ณ ศาลอาญา​กรุงเทพ​ใต้ เมื่อวัน​ที่ 8 มิถุนายน 2555 (ภาพจาก มติชน)

ปิดคดีทุจริตธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ หรือบีบีซี ศาลฎีกาพิพากษายืน จำคุก “พ่อมดการเงิน” ราเกซ สักเสนา 335 ปี  เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วคงจำคุก 20 ปี สั่งปรับอีก 33.5 ล้านบาท ให้ชดใช้เงินผู้เสียหาย 2.5 พันล้านบาท

วันที่ 12 กันยายน 2565  ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ ศาลอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2584-2586/2565 ในคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายราเกซ สักเสนา หรือ “พ่อมดการเงิน” อดีตที่ปรึกษากรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) หรือบีบีซี ที่โด่งดังในอดีต ในความผิดต่อ พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535

คดีทั้ง 3 สำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกโจทก์ทั้ง 3 สำนวนว่า โจทก์ เรียกจำเลยทั้ง 3 สำนวนว่าจำเลย

ภายหลังการกระทำความผิด จำเลยกับพวกดังกล่าวได้ชดใช้เงินให้แก่ผู้เสียหายบางส่วน คงเหลือเงินที่ยังไม่ได้คืนผู้เสียหาย 353,363,966 บาท เหตุเกิดที่แขวงสีลม แขวงสุริยวงศ์ เขตบางรัก แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน แขวงวังทองหลาง เขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร ตำบลท้ายน้ำ อำเภอโพทะเล จังหวัดพิจิตร ตำบลบางกระสอ อำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี และตำบลศาลาลำดวน อำเภอเมืองสระแก้ว จังหวัดสระแก้ว เกี่ยวพันกัน

จำเลยเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีอาญาของศาลอาญาหลายสำนวน ขอให้ลงโทษตาม พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 มาตรา 3, 4, 307, 308, 311, 315, 334 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 ให้จำเลยร่วมกันคืนเงินโดยใช้เงินจำนวน 722,136,005.03 บาท จำนวนเงิน 1,427,195,799.92 บาท และจำนวนเงิน 353,363,966 บาท แก่ผู้เสียหาย และนับโทษ ศาลฎีกา จำเลยต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาอื่นของศาลอาญา

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 มาตรา 307, 308, 311 ประกอบมาตรา 315 (เดิม) ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 แต่ละบทมีอัตราโทษเท่ากัน ให้ลงโทษ ฐานช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกในการที่กรรมการเบียดบังเอาทรัพย์เป็นของตนหรือของบุคคลที่สามโดยทุจริต การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน

ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทง ความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 5 ปี และปรับกระทงละ 5 แสนบาท ในสำนวนแรก 60 กระทง ในสำนวนที่สอง 6 กระทง ในสำนวนที่สาม 1 กระทง รวม 67 กระทง เป็นจำคุก 335 ปี และปรับ 33,500,000 บาท เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วคงจำคุก 20 ปี และปรับ 33,500,000 บาท หากไม่ชำระค่าปรับให้กักขังแทนค่าปรับเป็นเวลา 2 ปี

ให้จำเลยร่วมกันคืนโดยใช้เงิน ในสำนวนคดีแรกจำนวน 722,136,005.03 บาท สำนวนที่สองจำนวน 1,427,195,799.92 บาท และสำนวนที่สามจำนวน 353,363,966 บาท แก่ผู้เสียหาย (รวม 3 สำนวน 2,502,695,770.95 บาท)

นับโทษจำเลยต่อจากโทษจำเลยในคดีอาญา หมายเลขแดงที่ 1817/2555 ของศาลชั้นต้น ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษจำเลยต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำ ของศาลอาญาและศาลชั้นต้นอีกหลายสำนวน

โจทก์แถลงในรายงาน ฉบับวันที่ 18 มิ.ย. 2565 ว่าคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.984/2553 ของศาลอาญา โอนมาเป็นคดีอาญาหมายเลขดำที่ 3799/2553 ของศาลชั้นต้น ส่วนคดีหมายเลขดำอื่น ศาลอาญาพิพากษายกฟ้อง

Advertisement

เนื่องจากประเทศแคนาดาไม่อนุญาตให้ดำเนินคดี และคดีหมายเลขดำที่ 3622/2553 และ 3799/2553 ของศาลชั้นต้น ได้รวมพิจารณาเข้ากับสำนวนคดีนี้แล้ว จึงไม่อาจนับโทษต่อในคดีดังกล่าวได้ คำขอในส่วนนี้ให้ยก จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โดยวันนี้เป็นการอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาผ่านระบบจอภาพให้จำเลยในเรือนจำ ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาหารือแล้วเห็นว่า พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมารับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยกระทำผิดตามที่โจทก์ฟ้อง ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น ที่ศาลล่างพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดนั้น ชอบแล้ว ศาลฎีกาพิพากษายืน โดยศาลได้ออกหมายจำคุกคดีถึงที่สุดตามผลคำพิพากษาของศาลฎีกา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าว พนักงานอัยการโจทก์ฟ้องระบุว่า เมื่อระหว่างปี 2537-2539 จำเลยซึ่งเป็นที่ปรึกษากรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) หรือบีบีซี กับพวกให้การช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่นายเกริกเกียรติ ชาลีจันทร์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บีบีซี ได้กระทำผิดร่วมกันโดยทุจริตใช้บัตรการอนุมัติให้สินเชื่อเกินบัญชีเกินกว่า 30 ล้านบาท กับเอกชนได้แก่ บริษัท สมประสงค์ อินเตอร์คอมมิวนิเคชั่น จำกัด และเอกชนอื่นร่วม 10 แห่ง

โดยการอนุมัติดังกล่าวไม่ผ่านการพิจารณากลั่นกรองจากคณะกรรมการสินเชื่อ หรือคณะกรรมการบริหารของธนาคารก่อน และได้อนุมัติโดยผู้ขอสินเชื่อ ไม่ได้จัดให้มีหลักประกันตลอดจนไม่มีการวิเคราะห์ฐานะของลูกหนี้และความสามารถในการชำระหนี้คืน อันเป็นการฝ่าฝืนคำสั่งธนาคารแห่งประเทศไทย

และจำเลยกับพวกยังได้ร่วมกันแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมาย ร่วมกันเบียดบังเอาเงินของธนาคารผู้เสียหายซึ่งอยู่ในความครอบครองของนายเกริกเกียรติไปเป็นของจำเลยกับพวกและนายเกริกเกียรติโดยทุจริต ซึ่งภายหลังการกระทำความผิด จำเลยกับพวกดังกล่าวได้ชดใช้เงินให้แก่ธนาคารผู้เสียหายบางส่วน

โดยโจทก์ขอให้ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 และให้จำเลยคืนเงินสำนวนคดีแรกจำนวน 722,136,005.03 บาท สำนวนคดีที่สองจำนวน 1,427,195,799.92 บาท กับสำนวนคดีที่สาม จำนวน 353,363,966 บาท