องค์การเภสัชกรรม ดึง ปตท.ร่วมศึกเตรียมการสร้างโรงงานผลิตยารักษาโรคมะเร็ง

องค์การเภสัชกรรม ร่วมกับ ปตท.จำกัด (มหาชน) ลงนามบันทึกข้อตกลง “โครงการศึกษาความเป็นไปได้ของการสร้างโรงงานผลิตยารักษาโรคมะเร็งและแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นเกี่ยวกับการผลิตวัตถุดิบสารออกฤทธิ์ทางยา” เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางยา ให้ผู้ป่วยเข้าถึงยาได้มากขึ้น ลดการนำเข้ายาจากต่างประเทศ พึ่งพาตนเองได้

เมื่อวันที่ 23 มกราคม ที่บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) นายแพทย์นพพร ชื่นกลิ่น ผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม และนายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นปลาย บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) ร่วมลงนามในพิธีบันทึกข้อตกลงระหว่างองค์การเภสัชกรรม (อภ.) และบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) (ปตท.) เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดทำโครงการสร้างโรงงานผลิตยารักษาโรคมะเร็ง และแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นเกี่ยวกับการผลิตสารออกฤทธิ์ทางยา (Active Pharmaceutical Ingredient, API)ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการผลิตยา เสริมสร้างความมั่นคง และยกระดับอุตสาหกรรมยาของไทยให้ทัดเทียมสากล อันก่อให้เกิดประโยชน์โดยรวมแก่คนไทย และประเทศไทย

นพ.นพพร กล่าวถึงสถานการณ์โรคมะเร็งในประเทศไทยว่า จากสถิติพบว่าโรคมะเร็งเป็นสาเหตุการเสียชีวิตสูงเป็นอันดับ 1 ของคนไทย ซึ่งข้อมูลล่าสุดจากกระทรวงสาธารณสุขพบว่าคนไทยเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งประมาณ 60,000 คนต่อปี หรือเฉลี่ยชั่วโมงละเกือบ 7 ราย ในขณะที่ทั่วโลกมีคนเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งสูงถึง 8 ล้านคนต่อปี และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปี ซึ่งปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ก่อให้เกิดโรคมะเร็ง มีทั้งจากภายในและภายนอกร่างกาย เช่น ความผิดปกติทางพันธุกรรม รวมถึวงสารก่อมะเร็งที่ปนเปื้อนในอาหาร เป็นต้น แต่อย่างไรก็ตาม ระบบสาธารณสุขของประเทศยังไม่สามารถรองรับจำนวนผู้ป่วยที่เพิ่มมากขึ้นนี้ได้ เนื่องจากยารักษาโรคมะเร็งบางประเภทมีราคาสูงมากและต้องนำเข้าจากต่างประเทศทั้งหมด 100% ไม่สามารถผลิตได้เองในประเทศ ทำให้ผู้ป่วยเข้าไม่ถึงยาและต้องมีการใช้จ่ายงบประมาณด้านยารักษาโรคมะเร็งสูง จึงส่งผลกระทบต่อทั้งสังคมและเศรษฐกิจในภาพรวมและเป็นอุปสรรคสำคัญในการพัฒนาประเทศ



ผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม กล่าวต่อไปว่า ในปัจจุบันยังไม่มีผู้ประกอบการในประเทศผลิตยารักษาโรคมะเร็ง เนื่องจากโรงงานผลิตยารักษาโรคมะเร็งจำเป็นต้องมีมาตรฐานความปลอดภัยขั้นสูง เพื่อป้องกันผู้ปฏิบัติงานและสิ่งแวดล้อมภายนอก นอกจากนั้นยารักษาโรคมะเร็งบางประเภทยังต้องใช้เทคโนโลยีการผลิตชั้นสูงในการผลิตด้วย ดังนั้น อภ.ในฐานะเสาหลักด้านยาและเวชภัณฑ์ของประเทศ มีความพร้อมทั้งทางด้านการวิจัย พัฒนา การผลิต รวมถึงมีบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญด้านยามายาวนาน และมีเครือข่ายจากต่างประเทศที่จะร่วมถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิต จึงได้เริ่มเดินหน้าศึกษาวิจัยพัฒนายารในกลุ่มยารักษาโรคมะเร็งอย่างจริงจัง และมีแผนการก่อสร้างโรงงานผลิตยารักษาโรคมะเร็งขึ้นเป็นการเฉพาะ โดย อภ.มุ่งเน้นการผลิตยารักษาโรคมะเร็งในทุกกลุ่มการผลิต ทั้งยาเคมีบำบัดชนิดเม็ดและฉีด (Chemotherapy) ซึ่งเป็นยาพื้นฐานในการรักษาโรคมะเร็งที่สามารถออกฤทธิ์ทั่วร่างกาย และยารักษาแบบจำเพาะเจาะจงต่อเซลล์มะเร็ง (Targeted Therapy) ทั้งยาเคมีชนิดเม็ดและยาฉีดชีววัตถุคล้ายคลึงประเภท Monoclonal antibodies (Biosimilar) เพื่อให้มียาครอบคลุมการรักษาทุกกลุ่มโรคมะเร็งในปัจจุบัน ดังนั้นการที่ อภ.สามารถสร้างโรงงานผลิตและจำหน่ายกลุ่มยารักษาโรคมะเร็งได้ด้วยตนเองในประเทศนั้น จะสามารถลดราคายาลงได้มากกว่า 50% ซึ่งเป็นการลดภาระด้านยาในระบบสาธารณสุขของประเทศ และผู้ป่วยสามารถเข้าถึงยาได้ทั่วถึงมากขึ้น นอกจากนั้น ยังถือว่าเป็นการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน เพื่อให้ประเทศมีความมั่นคงด้านยาและพึ่งพาตนเองได้มากขึ้นในอนาคต

ด้านนายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมชั้นปลาย บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า จากแผนงานของ อภ.ในเรื่องการสร้างโรงงานผลิตและจำหน่ายยารักษาโรคมะเร็ง รวมถึงการเล็งเห็นความสำคัญของการผลิตสารออกฤทธิ์ทางยานั้นสอดคล้องกับพันธกิจของ ปตท.ในการดูแลสังคม และชุมชนให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ดังนั้น ปตท.จึงพร้อมที่จะร่วมมือและสนับสนุน อภ. โดยจะใช้ประสบการณ์ ความเชี่ยวชาญเชิงวิศวกรรม การบริหารโครงการ และการก่อสร้างโรงงาน รวมถึงข้อมูลความรู้ด้านการดำเนินธุรกิจพลังงานครบวงจรมาช่วยขับเคลื่อนโครงการนี้ให้สำเร็จลุล่วง เพราะการสนับสนุนให้เกิดการผลิตยาได้เองภายในประเทศนี้ นอกจากจะช่วยให้การพัฒนายาเป็นไปอย่างรวดเร็วแล้ว ยังช่วยให้ประชาชนเข้าถึงยารักษาโรคได้อย่างเท่าเทียม ส่งเสริมให้มีสุขภาพแข็งแรง และเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศไปสู่ความยั่งยืนต่อไปในอนาคต


“ด้วยความเชี่ยวชาญในธุรกิจยาที่ยาวนานของ อภ. ผนวกกับความชำนาญทางวิศวกรรมการผลิตและเดินเครื่องโรงงานผลิตด้วยเทคโนโลยีชั้นสูงของ ปตท. จะช่วยพัฒนาและยกระดับอุตสาหกรรมการผลิตยาโดยรวมของประเทศไทยให้ทัดเทียมสากล สอดคล้องกับการพัฒนาประเทศตามนโยบายของประเทศไทย 4.0 และรองรับสังคมผู้สูงอายุในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ” นายอรรถพลกล่าว

ไม่พลาดข่าวสำคัญ เจาะลึกทุกประเด็น
เพิ่มเราเป็นเพื่อนทาง @prachachat

ติดตามข่าวธุรกิจ