คมนาคมไทย จับมือเยอรมนีดันลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก ชูรถเมล์ไฟฟ้าลดต้นทุน 

เยอรมนีจับมือไทยให้การสนับสนุนการพัฒนามาตรการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก มุ่งปี 2030 ลดก๊าซเรือนกระจก 30 ตัน

วันที่ 26 กันยายน 2565 นายชยธรรม์ พรหมศร ปลัดกระทรวงคมนาคม เปิดเผยภายหลังเป็นประธานเปิดการสัมมนาปิดโครงการสนับสนุนการพัฒนามาตรการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่มีความท้าทายของภาคการขนส่ง (TRANSfer III-Facilitating the Development of Ambitious Mitigation Actions) เพื่อเผยแพร่ความสำเร็จของความร่วมมือในการส่งเสริมการขนส่งที่สะอาดและยั่งยืนของประเทศไทย

โดยมี Mr.Georg Schmidt เอกอัครราชทูตสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีประจำประเทศไทย Mr.Daniel Bongardt ผู้อำนวยการโครงการ TRANSfer, GIZ ผู้แทนกระทรวงเศรษฐกิจและการดำเนินการด้านสภาพอากาศของรัฐบาลกลางสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี และนายปัญญา ชูพานิช ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร เข้าร่วม

นายชยธรรม์กล่าวว่า “ประเทศไทยให้ความสำคัญกับการพัฒนาและปรับปรุงระบบขนส่งสาธารณะ เช่น การขยายเส้นทางระบบขนส่งมวลชนทางรางในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล และการปรับปรุงการใช้รถโดยสารประจำทาง โดยการเปลี่ยนเป็นรถโดยสารประจำทางไฟฟ้า เป็นต้น ซึ่งเป็นโครงการที่สามารถช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ และบรรเทาผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้ 

ใน

กระทรวงคมนาคมได้กำหนดเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจก 31 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์ ตามเป้าหมายการมีส่วนร่วมของประเทศ (Nationally Determined Contributions: NDC) ภายในปี 2030 และหากประเทศไทยได้รับการสนับสนุนการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากต่างประเทศ 

รวมทั้งการสนับสนุนทางการเงิน เพื่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ประเทศไทยจะมาสามารถยกระดับเป้าหมาย NDC ขึ้นเป็นร้อยละ 40 และบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (carbon neutrality) ภายในปี 2050 และบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (net zero greenhouse gas emission) ภายในหรือก่อนหน้าปี 2065 ตามที่ประเทศไทยได้แสดงเจตจำนงไว้ในการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 26 ณ เมืองกลาสโกว์ สหราชอาณาจักร ได้” 

Mr.Georg Schmidt กล่าวเพิ่มเติมว่า “ยานยนต์ไฟฟ้าเป็นแรงผลักดันไปสู่การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคการขนส่ง และเป็นส่วนสำคัญของความร่วมมือระหว่างประเทศไทยและประเทศเยอรมนี ในโอกาสครบรอบ 160 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-เยอรมนี แม้ว่าตลาดยานยนต์ไฟฟ้าจะเพิ่งเริ่มเติบโตในระดับโลกและในประเทศไทย รัฐบาลควรจะพิจารณาให้การสนับสนุนการลงทุน และสร้างรูปแบบทางธุรกิจที่เหมาะสมสำหรับการสนับสนุนให้เกิดการเปลี่ยนไปใช้ยานยนต์ไฟฟ้า รวมถึงการสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐาน เช่น สถานีอัดประจุไฟฟ้า การพัฒนาทักษะฝีมือแรงงาน โดยความร่วมมือจากนานาชาติ และการสนับสนุนผ่านด้านเงินทุนเพื่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” 

นายปัญญากล่าวตอนท้ายว่า “ตลอดระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา สนข.และ GIZ รวมถึงหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องได้ร่วมมือกันในการศึกษาวิธีแก้ไขปัญหาการขนส่งที่มีความท้าทาย เช่น การจราจรติดขัด และการปรับปรุงคุณภาพการให้บริการระบบขนส่งสาธารณะอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด และถึงแม้ว่าการดำเนินโครงการ TRANSfer กำลังจะสิ้นสุดลง 

แต่ สนข.จะยังมุ่งมั่นที่จะสานต่อการดำเนินงานด้านการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ภายใต้ของโครงการ TRANSfer ต่อไป เช่น การศึกษาความเป็นไปได้และความเหมาะสมของมาตรการเก็บค่าธรรมเนียมการใช้ถนนในเขตพื้นที่การจราจรหนาแน่นในเขตกรุงเทพมหานคร และแนวทางการจัดตั้งกองทุนส่งเสริมระบบขนส่งสาธารณะเพื่ออากาศสะอาด เพื่อปรับปรุงการให้บริการระบบขนส่งสาธารณะ 

Advertisement

และการที่ สนข.ได้รับการสนับสนุนและความร่วมมือกับโครงการ TRANSfer นั้น เป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการที่จะช่วยให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการขนส่งที่ยั่งยืน อย่างไรก็ตาม เราจะยังคงร่วมมือกับ GIZ ต่อไปในโครงการอื่น ๆ เช่น โครงการเสนอมาตรการและแนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้พลังงานของยานยนต์ และส่งสริมการเปลี่ยนผ่านไปสู่การใช้ยานยนต์ไร้มลพิษ และการปรับปรุงแผนปฏิบัติการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศ สาขาคมนาคมขนส่งเป็นต้น” 

จากผลการศึกษาเบื้องต้นของโครงการพบว่า หากมีการดำเนินมาตรการเก็บค่าธรรมเนียมการใช้ถนนจะสามารถช่วยลดปริมาณการจราจรติดขัดและมลพิษทางอากาศ เพิ่มความเร็วในการเดินทาง และจำนวนผู้ใช้งานระบบขนส่งสาธารณะ จากการวิเคราะห์ทางการเงินพบว่า ต้นทุนการเป็นเจ้าของรถโดยสารประจำทางไฟฟ้า ต่ำกว่ารถโดยสารประจำทางที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิงถึงร้อยละ 23 เนื่องมาจากต้นทุนเชื้อเพลิงและค่าไฟฟ้าที่ต่างกันถึง 3 เท่า 

และหากมีการเปลี่ยนรถโดยสารประจำทางที่ใช้ก๊าซธรรมชาติ มาเป็นรถโดยสารประจำทางไฟฟ้า 3,200 คันได้ ก็จะสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 184,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์ต่อปี อย่างไรก็ตาม การปรับปรุงคุณภาพการให้บริการของรถโดยสารประจำทางยังจำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาในระยะยาว 

ความท้าทายของการนำผลลัพธ์จากการดำเนินงานหัวข้อต่าง ๆ ของโครงการไปสู่การปฏิบัติจริงและมีการเชื่อมโยงไปสู่กิจกรรมในอนาคตของมาตรการด้านการขนส่งที่ยั่งยืน เพื่อบรรเทาผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สนข.และ GIZ เชื่อว่าการสัมมนาปิดโครงการ TRANSfer นี้จะช่วยเพิ่มการตระหนักรู้ถึงความสำคัญของการดำเนินการในภาคการขนส่ง เพื่อบรรเทาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และเป็นการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ผลลัพธ์จากการดำเนินโครงการให้แก่ผู้เข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ และถึงแม้โครงการกำลังจะสิ้นสุดลง แต่ผลลัพธ์ของโครงการจะเป็นจุดเริ่มต้นในการพัฒนามาตรการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากภาคการขนส่งของประเทศไทยต่อไปในอนาคต