พบวิลล่าโผล่บนยอดเขาสูง ไม่มีใบอนุญาต ต่างชาติแฉเคยถูก จนท.รัฐเรียกเงิน 8 แสนแล้วทุกอย่างจบ

ทหาร-ตำรวจ-ฝ่ายปกครอง-เทศบาล ตรวจเจอวิลล่าเปิดเป็นโรงแรมตั้งอยู่บนยอดเขาสูงชัน ก่อสร้างโดยที่ไม่มีใบอนุญาตก่อสร้าง และไม่มีใบอนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรม เปิดมานานกว่า 1 ปี เจ้าของชาวเยอรมันแฉ!!ตอนก่อสร้างมีเจ้าหน้าที่รัฐสวมเครื่องแบบหลายนายมาตรวจสอบพร้อมกับแจ้งว่าเป็นพื้นที่สูงเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด พร้อมเรียกรับเงินไป 8 แสนบาท เพื่อแลกกับการไม่ถูกดำเนินคดีและให้ดำเนินการก่อสร้างให้แล้วเสร็จ

เมื่อเวลา 08.00 น. วันที่ 25 เมษายน 2562 ภายใต้การอำนวยการของ พล.ท.พรศักดิ์ พูลสวัสดิ์ แม่ทัพภาคที่ 4/ผอ.รมน.ภาค 4 สั่งการให้ พล.อ.ต.วันชัย บุญภักดี ที่ปรึกษาผอ.รมน.ภาค 4, พ.อ.ธวัชชัย ทับทิมสงวน กรรมการอำนวยการ รมน.ภาค 4 ร่วมกับทหารกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย มณฑลทหารบกที่ 45 พื้นที่เกาะสมุย ฝ่ายปกครองอำเภอเกาะสมุย ตำรวจ สภ.บ่อผุด เทศบาลนครเกาะสมุย และตำรวจตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดสุราษฎร์ธานี นำกำลังเข้าตรวจสอบวิลล่าหรูบนภูเขาเฉวงน้อย หมู่ 3 ต.บ่อผุด อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี หลังได้รับการร้องเรียนจากผู้ประกอบการโรงแรมบนเกาะสมุยที่มีใบอนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรมถูกต้องตามกฎหมายว่า ต้องมาดูโรงแรมที่ไม่มีใบอนุญาตเอารัดเอาเปรียบด้วยการแย่งลูกค้าที่มาจองห้องพักเพื่อมาท่องเที่ยวเกาะสมุย ชี้เป็นการทำลายภาพลักษณ์การท่องเที่ยว ทำลายระบบเศรษฐกิจของประเทศ และมีความสงสัยว่าพื้นที่ก่อสร้างมีเอกสารสิทธิใดได้รับอนุญาตให้ก่อสร้างถูกต้องหรือไม่

โดยกำลังเจ้าหน้าที่ทหาร-ตำรวจ-ฝ่ายปกครอง เข้าตรวจสอบวิลล่าหลังหนึ่งที่เปิดเป็นโรงแรมให้เช่าเป็นรายคืน ตั้งอยู่บนยอดเขาสูงชัน มีชื่อว่า Best World Vision Villas Samui ตั้งอยู่เลขที่ 6/80 หมู่ 3 ต.บ่อผุด มีนายสมิท ออลริช (MR.SCHMIDT ULRICH) อายุ 47 ปี สัญชาติเยอรมัน แสดงตัวเป็นเจ้าของ จากการสอบถามทราบว่าลูกค้า 8 คน เข้าพักอยู่จำนวน 7 ห้อง จึงได้ขอตรวจเอกสารการจองห้องพัก, ใบอนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรม, ใบอนุญาตก่อสร้างอาคาร ดัดแปลงอาคารหรือรื้อถอนอาคารและการแจ้งที่พักของคนต่างด้าว (แบบ อ.1) และการแจ้งคนต่างด้าวเข้าพักภายใน 24 ชั่วโมง ตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 มาตรา 38 ซึ่งปรากฏว่าไม่มีและไม่สามารถนำเอกสารดังกล่าวมาแสดงต่อเจ้าหน้าที่ได้ จึงได้ควบคุมตัวมาสอบปากคำเพิ่มเติม

นายสมิท ออลริช เจ้าของอาคาร ให้การกับเจ้าหน้าที่ว่าเมื่อประมาณ 1 ปี 6 เดือนที่ผ่านมา ตนเองเดินทางไปที่ประเทศเยอรมนี ผู้จัดการของเขาได้แจ้งมาว่า มีเจ้าหน้าที่ใส่เครื่องแบบคล้ายทหารเข้ามาตรวจสอบ ถ่ายรูปวิลล่าของตนเองแห่งนี้ที่กำลังอยู่ระหว่างก่อสร้าง และเจ้าหน้าที่ชุดดังกล่าวได้ขอดูเอกสารการก่อสร้าง แต่ตนเองไม่ได้ขออนุญาต เจ้าหน้าที่ก็ได้ขู่มาว่าถ้าอย่างนั้นต้องหยุดการก่อสร้างและให้รื้อถอนออก แต่ถ้าจะก่อสร้างให้เสร็จและไม่ต้องถูกดำนินคดีก็ให้จ่ายเงินมาแล้วเรื่องทุกอย่างก็จะจบ ตนเองจึงได้ตกลงแล้วโอนเงินให้ในบัญชีของธนาคารกรุงศรีอยุธยา หมายเลขบัญชี 4451000637 ชื่อบัญชี MRS.BOONLAP CHAYTHONG จำนวน 800,850 บาท เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2560 หลังจากนั้นตนเองก็ก่อสร้างอาคารจนแล้วเสร็จและเปิดให้บริการโรงแรมจนถึงทุกวันนี้

ซึ่งเจ้าหน้าที่จึงแนะนำให้ให้นายสมิท ออลริช นำหลักฐานการโอนเงินพร้อมทนายความไปแจ้งความร้องทุกข์กับพนักงานสอบสวนเพื่อเอาผิดกับกลุ่มบุคคลดังกล่าว เนื่องจากเจ้าของกิจการแจ้งว่ามีทนายความดูแลอยู่ โดยเจ้าหน้าที่แจ้งด้วยว่า หากทำกิจการถูกต้องตามกฎหมาย เช่น หากเป็นกิจการรูปบริษัทมีผู้ถือหุ้นเป็นคนไทยร้อยละ 51 การครอบครองที่ดินมีที่มาของเอกสารถูกต้อง ได้รับอนุญาตให้ก่อสร้างจากทางเทศบาลถูกต้อง ก็อย่าไปหลงเชื่อให้ใครมาหลอกลวงอีก แต่ในส่วนที่พบความผิดในวันนี้ก็ต้องดำเนินคดีไปตามกฎหมายและต้องขออนุญาตประกอบกิจการโรงแรมให้ถูกต้องเสียก่อน จึงค่อยเปิดดำเนินการได้

และจากการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ทุกแห่งไม่สามารถนำเอกสารหลักฐานการขออนุญาตประกอบกิจการ การขออนุญาตก่อสร้างฯมาแสดง โดยให้คำตอบเหมือนกันว่าเอกสารต่างๆ อยู่กับทนายความและสำนักงานบัญชี เนื่องจากเป็นผู้รับดำเนินการให้ทั้งหมด ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ทหารจะใช้อำนาจตามคำสั่ง คสช.ที่ 13/59 เชิญตัวมาสอบถามหรือขอตรวจสอบไปยังสภาทนายความต่อไป

เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมได้แจ้งข้อกล่าวหากับนายสมิท ออลริช อายุ 47 ปี สัญชาติเยอรมัน ว่าร่วมกันกระทำการประกอบธุรกิจโรงแรมโดยไม่ได้รับอนุญาต, เป็นบุคคลต่างด้าวร่วมกันประกอบธุรกิจ (โรงแรมและจำหน่ายอาหารและเครื่องดื่ม) ที่คนไทยไม่มีความพร้อมที่จะแข่งขันในการประกอบกิจการกับคนต่างด้าวตามที่กำหนดไว้ในบัญชีสาม (17),(19) และเป็นเจ้าบ้าน เจ้าของ ผู้ครอบครอง ผู้ดูแลเคหสถานหรือผู้จัดการโรงแรม ไม่แจ้งบุคคลต่างด้าวเข้าพักอาศัยต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ภายใน 24 ชั่วโมงตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 38 พร้อมสั่งระงับการใช้อาคาร จะส่งเจ้าหน้าที่กองช่างเทศบาลนครเกาะสมุยเข้ามาตรวจสอบอาคารอีกครั้ง ก่อนนำตัวส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

 

 

ที่มา : มติชนออนไลน์

Previous articleCAT ใช้ IoT หนุนเกษตรกรไทย พัฒนาสู่ Smart Farmer เต็มตัว
Next article“ไฟโตนิวเทรียนท์ ในผักและผลไม้” ฮีโร่ตัวจริง ป้องกันกลุ่มเสี่ยงโรคใกล้ตัวและโรคติดต่อไม่เรื้อรัง (NCDs)