หมอพื้นบ้านขอ “ตำรับยากัญชา” 59 ราย ผ่านแล้ว 10 อีก 5 ตีกลับ สธ.เล็งพิจารณาใหม่12มิ.ย.นี้

เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม นพ.ขวัญชัย วิศิษฐานนท์ ผู้อำนวยการสถาบันการแพทย์แผนไทย กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ในฐานะประธานคณะกรรมการด้านการประเมินรับรองตำรับยาแผนไทยที่มีกัญชาและกระท่อมและการใช้ยาแผนไทยที่มีกัญชาและกระท่อมปรุงผสมอยู่ในหน่วยงานของรัฐและเอกชน เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมการด้านการประเมินรับรองตำรับยาแผนไทยฯ เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคมที่ผ่านมา ที่ประชุมได้มีการพิจารณาหลักเกณฑ์ที่จะใช้พิจารณาตำรับยาเฉพาะรายของหมอพื้นบ้านที่มีกัญชาเป็นส่วนผสม และมีมติรับรอง (ร่าง) หลักเกณฑ์ 5 ข้อ ประกอบด้วย 1.ตำรับยาของหมอพื้นบ้านที่จะเสนอเพื่อขอรับรองจะต้องเป็นตำรับยาที่มีส่วนผสมของกัญชา ซึ่งตำรับยาจะต้องมีสมุนไพรมากกว่า 1 ชนิด เนื่องจากภูมิปัญญาและองค์ความรู้ของพื้นบ้านของหมอแผนไทยจะไม่ได้ปรุงยาเป็นสมุนไพรเดี่ยว แต่เป็นการปรุงด้วยส่วนผสมของสมุนไพรหลายชนิด จึงถูกเรียกว่าเป็น “ตำรับยา” 2.ตำรับที่จะมายื่นรับรองจะต้องเป็นตำรับยาที่มีแหล่งความรู้ที่อ้างอิง หรือมีความสอดคล้องกับหลักเกณฑ์การตั้งสูตรตำรับและกรรมวิธีการปรุงยา ตามองค์ความรู้ตามทางการแพทย์แผนไทยหรืออื่นๆ ที่คณะกรรมการฯ เห็นสมควร (เช่น ตำรา คัมภีร์ ครูหมอ ตำรับยาแผนไทยของชาติ) โดยอ้างอิงว่าสูตรตำรับดังกล่าวมาจากตำรับใด เช่น ตำราวัดโพธิ์ ตำราวัดปากคลองมะขามเฒ่า (วัดหลวงปู่ศุข) จ.ชัยนาท หรือวัดอื่น ซึ่งในอดีตวัดจะเป็นแหล่งรวบรวมความรู้ทางการแพทย์และตำรับยา หรือมีการสืบทอดมาจากบรรพบุรุษ โดยมีหลักฐานเป็นสมุดลายมือเขียน หรือการจดบันทึกตำรับยาดังกล่าว โดยต้องเป็นแหล่งความรู้ที่อ้างอิงได้ชัดเจน หรือแนวทางอื่น คณะกรรมการฯก็จะนำมาพิจารณาอย่างเหมาะสม เช่น ประสบการณ์ที่ได้รับการถ่ายทอดและสืบต่อมา เป็นต้น

นพ.ขวัญชัย กล่าวว่า 3.ตำรับที่มีประสบการณ์ในการใช้ มีการรวบรวมข้อมูลผลการใช้ หรือมีหลักฐานที่แสดงถึงประสิทธิภาพและความปลอดภัยของตำรับนั้นๆ โดยหลักพื้นฐานทั่วไปจะต้องมีประสบการณ์ในการใช้ 100 ราย ก็สามารถยืนยันความปลอดภัยและประสิทธิผลเพียงพอแล้ว ยกเว้นกรณีที่ต้องการหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ จะต้องมีการศึกษาวิจัยเพิ่มเติม 4.ควรจะต้องมีการพิจารณาให้ระมัดระวัง ไม่ให้มีสมุนไพรที่เป็นวัตถุอันตรายผสมอยู่ในตำรับ เช่น ภูมิปัญญาของหมอพื้นบ้านบางตำรับมีการนำสารเป็นวัตถุธาตุ เช่น สารปรอท สารอาซีนิค สารโลหะหนัก ฯลฯ จึงอยากให้ปฎิบัติและเป็นไปตามหลักเกณฑ์ของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ซึ่งใช้ในการพิจารณาขึ้นทะเบียนตำรับยา และควรให้มีการแจ้งเตือนแก่ผู้ป่วยในการระมัดระวังการใช้ยาและระบบเฝ้าระวังติดตาม รวมถึงผลข้างเคียงที่จะเกิดขึ้น และ 5.หลักเกณฑ์อื่นตามที่คณะกรรมการฯ เห็นสมควร โดยหลักเกณฑ์ดังกล่าวจะต้้องเสนอไปยังคณะกรรมการผู้อำนวยการการนำกัญชามาใช้ทางการแพทย์แผนไทย ซึ่งมีอธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยฯ เป็นประธานคณะกรรมการชุดดังกล่าว เพื่อพิจารณาก่อนเสนอไปยัง อย. โดยให้คณะกรรมการควบคุมยาเสพติดให้ความเห็นชอบ นอกจากนี้ คณะกรรมการฯ ยังได้นำรายการของตำรับยาที่มีการเสนอเข้ามาให้พิจารณาเข้ามารับรองครั้งนี้ โดยมีตำรับจากทั่วทุกภูมิภาคจาก 22 จังหวัด รวมทั้งสิ้น 59 ตำรับ ซึ่งตำรับยาน้ำมันกัญชาของ นายเดชา ศิริภัทร ประธานมูลนิธิข้าวขวัญ จ.สุพรรณบุรี ยังเป็นหนึ่งในจำนวน 59 รายการ ที่เสนอเข้ามาพิจารณา

“นอกจาก 22 จังหวัดแล้ว ปัจจุบันยังเปิดให้แต่ละพื้นที่เสนอตำรับยาเข้ามาเพิ่มเติมได้ โดยมติที่ประชุมได้นำร่างหลักเกณฑ์ดังกล่าวมาเป็นหลักเกณฑ์พิจารณา เบื้องต้น คณะกรรมการฯ ได้พิจารณาทั้งสิ้น 15 ตำรับ มี 10 ตำรับที่ผ่านการพิจารณารับรอง อาทิ 1.หมอบุญมี เหนียวแน่น จ.ฉะเชิงเทรา ยาตัดรากใช้สำหรับอาการโรคผิวหนัง เรื้อนกวาง สะเก็ดเงิน ซึ่งมีสมุนไพร 14 ชนิด และมีส่วนผสมของกัญชา พร้อมมีการปรุงถูกต้องตามหลักแพทย์แผนไทยและยืนยันผลการใช้ 2.ตำรับยาสมุนไพรแก้สารพัดโรค ซึ่งมีส่วนผสมสมุนไพร 24 รายการ และมีอยู่ในคัมภีร์แพทย์ศาสตร์สงเคราะห์ (ยาประสะกัญชา) มีสัดส่วนกัญชาครึ่งต่อครึ่ง 3.ตำรับยาสมุนไพรแก้ลูกหมากปวดบวม มีสมุนไพรผสม 16 รายการ มีกัญชาเป็นส่วนผสมเล็กน้อย เป็นต้น” นพ.ขวัญชัย กล่าวและว่า ส่วนอีก 5 ตำรับ อาทิ หมอเบญจมาศ จ.สมุทรสาคร ให้ทบทวนสูตรตำรับยา

ทั้งนี้ นพ.ขวัญชัย กล่าวว่า สำหรับตำรับที่ไม่ผ่านการพิจารณา ขอให้หมอพื้นบ้านส่งข้อมูลเข้ามาเพิ่มเติม เนื่องจากส่วนใหญ่ยังมีข้อมูลไม่ครบถ้วน เช่น คำอธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับกรรมวิธีการปรุง ขั้นตอนการฆ่าพิษยา เพื่อประโยชน์และความปลอดภัยของคนไข้ที่จะได้รับยา รวมถึงการอ้างอิงแหล่งที่มาชัดเจน บางตำรับไม่ได้แสดงผลของการใช้ในการรักษาคนไข้ ผลข้างเคียง ฯลฯ เพราะอย่างที่ทราบกันว่า หมอพื้นบ้านส่วนใหญ่อาจเขียนหรือจัดทำเอกสารยังไม่คล่อง สำหรับ 10 ตำรับ ที่ผ่านการพิจารณาจะส่งไปยังคณะกรรมการผู้อำนวยการฯ เพื่อเสนอไปยัง อย. ออกประกาศกระทรวงต่อไป โดยทุกขั้นตอนจะต้องอยู่ภายใต้กรอบพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 7) พ.ศ.2562 อีกทั้ง ยังอยู่ระหว่างหารือความเป็นไปได้ในการประกาศใช้โดยกรมการแพทย์แผนไทยฯ

นพ.ขวัญชัย กล่าวว่า ส่วนตำรับยาของนายเดชายังไม่ได้นำมาพิจารณาอยู่ใน 15 ตำรับ แต่คณะกรรมการฯ ได้มีพิจารณาในเบื้องต้นแล้ว เห็นสมควรให้ขอข้อมูล หลักฐานและรายละเอียดเพิ่มเติม และว่า จากการตรวจสอบในเบื้องต้นสูตรน้ำมันกัญชาของนายเดชามีส่วนผสมของกัญชาเป็นหลัก และนำไปหุงในน้ำมันมะพร้าว จึงต้องขอข้อมูลเพิ่มเติมว่า ในการหุงในน้ำมะพร้าวจะเป็นวิธีที่สามารถจะสกัดเอาสารสำคัญในกัญชาออกมาได้อย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่ เพราะในสมุนไพรหลายชนิด ตัวสารสำคัญออกฤทธิ์ถูกแบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ โดยกลุ่มแรกเป็นมีสารที่ละลายในน้ำมันได้ เมื่อเคี่ยวกับน้ำมันมะพร้าวก็จะดึงสารนั้นออกมา และอีกกลุ่มเป็นสารที่ละลายในน้ำหรือแอลกอฮอล์ ซึ่งการสกัดโดยการเคี่ยวในน้ำมันนั้น สารดังกล่าวจะไม่ถูกดึงออกมา ขณะเดียวกัน ได้ประสานไปยังมูลนิธิสุขภาพไทย มูลนิธิชีววิถี (ไบโอไทย) คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย ในการนำข้อมูลเข้ามาหารือในรายละเอียดในวันที่ 10 มิถุนายนนี้ เนื่องจากขณะนี้ นายเดชาและคณะอยู่ระหว่างทำกิจกรรมเดินรณรงค์ พร้อมจะนำมาพิจารณาอีกครั้งในวันที่ 12 มิถุนายนนี้

ผู้สื่อข่าวถามว่า ตำรับยาที่ผ่านการพิจารณาแล้วจะสามารถใช้ในพื้นที่เฉพาะหมอพื้นบ้านที่ได้รับการรับรอง หรือสามารถใช้ได้ในหมอพื้นบ้านรายอื่นได้หรือไม่ นพ.ขวัญชัย กล่าวว่า เนื่องจากเป็นยาปรุงเฉพาะรายของหมอพื้นบ้าน การใช้ยาดังกล่าวจึงต้องมีการใช้เฉพาะตัวโดยหมอพื้นบ้านหรือเฉพาะในพื้นที่นั้น เพราะหมอพื้นบ้านจะมีการสืบทอดความรู้ในการปรุงยา ส่วนคำถามว่า หากแพทย์แผนไทยประยุกต์ จะนำตำรับยาดังกล่าวมาใช้นั้น จะต้องมีงานศึกษาวิจัยมารองรับ เช่น ยากระตุ้นน้ำนมของพ่อหมอขาว จ.ขอนแก่น ถูกใช้มายาวนานในชุมชนและเกิดผลดี ต่อมาโรงพยาบาล (รพ.) หนองสองห้องได้นำมาศึกษาวิจัยเพิ่มเติมกับคนไข้ในโรงพยาบาล ขณะเดียวกัน มีการเก็บข้อมูลผู้ใช้และผลการรักษาต่อเนื่อง ก่อนกรมการแพทย์แผนไทยฯ ได้เลือกนำข้อมูลทำการวิจัยจากการส่งไปใช้ทั่วประเทศ ซึ่งมีข้อมูลพบได้ประสิทธิผลมากกว่า 1,000 ราย ก่อนถูกขึ้นบัญชีตำรับยาโรงพยาบาล

 

 


ที่มา : มติชนออนไลน์