‘พระไพศาล’ ฝากข้อธรรมะถึง “ธนาธร-แฟนคลับ” คนรุ่นใหม่อย่ามองโลกด้านเดียว เห็นต่างเป็นปีศาจร้าย

‘พระอาจารย์ไพศาล’ ฝากข้อธรรมะถึง “ธนาธร- แฟนคลับ อนค.” คนรุ่นใหม่ตกอยู่ในสภาพเดียวกับคนรุ่นเก่า โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่ใช้โซเชียลมีเดียเยอะ ทำให้มีโอกาสมองโลกในด้านเดียว เพราะจะได้ยิน ได้ฟังแต่สิ่งที่ตนชอบใจ มองคนเห็นต่างแย่ เป็นปีศาจ เป็นผู้ร้าย พร้อมถอดบทเรียนจากการเหตุการณ์ความขัดแย้งครั้งใหญ่ 6 ตุลาคม 2519 “ความยึดติดถือมั่นในความดี ในสิ่งที่ดี มันสามารถทำให้คนเราฆ่ากันได้”

วันที่ 24 มิถุนายน 2562 ที่ผ่านมา ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” รายงานว่า ในนิทรรศการศิลปะการ์ตูน 72 ปี โดยอรุณ วัชระสวัสดิ์ “ล้อธรรม” ได้ถูกจัดขึ้นอีกครั้ง ณ หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ และครั้งนี้ภายในงานได้มีการจัดให้มีการพูดคุยแลกเปลี่ยนทัศนคติทางสังคมและความคิด พูดคุยในหัวข้อ “คำถามร่วมสมัย กับพระไพศาล วิสาโล” โดย “หนุ่มเมืองจันท์” สรกล อดุลยานนท์, ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา และเคน นครินทร์ วนกิจไพบูลย์บรรณาธิการบริหาร The Standard

“พระอาจารย์ไพศาล” ได้ตอบคำถาม กรณีที่มีผู้ร่วมสนทนาได้ตั้งข้อสังเกตว่า เด็กรุ่นใหม่มักจะหัวร้อนและรุนแรงในการคอมเมนต์ โดยเฉพาะแฟนคลับพรรคอนาคตใหม่ที่มักจะมาคอมเมนต์ในเพจของ THE STANDARD มีอะไรอยากบอก “คุณธนาธร” หรือแฟนคลับพรรคอนาคตใหม่บ้างหรือไม่ ว่า ก่อนอื่นต้องขอสารภาพว่าในช่วง 4-5 ปี ให้หลังมานี้ค่อนข้างที่จะไม่ได้ติดตามการเมืองอย่างใกล้ชิด ส่วนเฟซบุ๊กก็ใช้น้อยมาก จึงไม่สามารถที่จะให้ความเห็นที่ชัดเจนได้ แต่ก็ยังคงมีความเห็นที่คล้ายกันว่าคนรุ่นใหม่ตกอยู่ในสภาพเดียวกับคนรุ่นเก่า

โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่ใช้โซเชียลมีเดียเยอะ ทำให้โอกาสที่จะมองโลกในด้านเดียว ได้ยิน ได้ฟังแต่ด้านเดียว มีส่วนทำให้ในด้านหนึ่งไปยืนยันความถูกต้องของตัวเองมากขึ้นว่าฉันถูก ในอีกด้านหนึ่งไปทำให้อีกฝ่ายที่ต่างจากตัวเองแย่ เป็นปีศาจ เป็นผู้ร้าย ตรงนี้จะยิ่งทำให้เกิดความรู้สึกที่รุนแรง และที่จริงปฏิกิริยาที่รุนแรงไม่ได้แสดงออกกับเฉพาะคนที่เห็นต่างทางการเมือง หรือคนละขั้วทางการเมืองเท่านั้น เรื่องอื่นก็เช่นกัน อาทิ เรื่องฟุตบอล กีฬา สิ่งแวดล้อม ฯลฯ ใครที่เห็นต่างจากก็มักจะมีการวิจารณ์อย่างรุนแรง

การเปิดใจรับฟังความแตกต่าง การรับฟัง รับรู้แหล่งข้อมูลที่ไม่คุ้นเคย ที่ไม่ตรงกับใจตัว ซึ่งคือการที่ไม่เปิดดู เปิดอ่านข้อมูลข่าวสารจากเพจ จากเว็บไซต์ที่มันถูกใจเราเพียงอย่างเดียว เราจะต้องมีความกล้าพอที่จะเปิดใจรับฟังหรืออ่านข้อมูลจากแหล่งที่ไม่ถูกใจบ้าง เพราะมันเป็นวิธีเดียวที่จะพิจารณความหลากหลาย จากแหล่งข้อมูลการรับรู้ ไม่เช่นนั้นเราจะตกอยู่ในสถานะการโฆษณาแบบปั้มโหลดอัตโนมัติ ซึ่งไม่ใช่ผลดี

“พระอาจารย์ไพศาล” กล่าวว่า ในทางพระพุทธศาสนา พระพุทธเจ้าท่านเคยได้กล่าวเอาไว้ในหลักกาลามสูตรที่บอกว่า อย่าเชื่อเพียงเพราะว่าเสียงเล่าลือ อย่าเชื่อเพียงเพราะทำตามกันมา และอย่าเชื่อเพียงเพราะว่ามันสัมพันธ์เข้าได้กับทิฐิ อย่าเชื่อเพียงเพราะว่าเป็นครูอาจารย์ หรือตำรา อย่าเชื่อเพียงเพราะการอนุมาน อย่าด่วนสรุป เพราะทุกวันนี้คนเราเชื่อและรีบด่วนสรุปไปเร็วมาก โดยที่ไม่ได้ไตรตรองพิจารณา แต่ถ้าหากใช้หลักตามกาลามสูตรจะช่วยให้ใจเย็นลง และทำให้ผลีผลามน้อยลง

ทั้งนี้ “พระอาจารย์ไพศาล” ยังได้กล่าวถึงบทเรียนใหญ่ที่ได้จากการเหตุการณ์ความขัดแย้งครั้งใหญ่ 6 ตุลาคม 2519 ในสมัยที่ท่านพระอาจารย์เคยร่วมอยู่ในเหตุการณ์ว่า บทเรียนใหญ่ๆ ที่พบมาคือความยึดติดถือมั่นในความดี ในสิ่งที่ดี มันสามารถทำให้เราฆ่ากันได้

“คนที่ไปรุมทำร้ายนักศึกษาจับมาแขวนคอ ตี และแทงจนเสียชีวิต และยิงอีกหลายคนนั้น ตัวเขาเองเขาคิดว่ากำลังปกป้องชาติ ศาสน์ กษัตริย์ มองว่านักศึกษาในธรรมศาสตร์ รวมถึงอาตมาด้วยนั้นเป็นผู้ที่ไม่ภักดี และซึ่งเขาเองก็เป็นผู้เจตนาดี ไม่ใช่โจร ไม่ได้มาปล้น แต่เป็นเพราะเขายึดติดถือมั่นในความคิดของตนเองมาก และเมื่อมีคนอื่นที่คิดต่างเขาจึงมองแป็นศัตรู ดังนั้นความดี สิ่งดี ถ้ายึดติดถือมั่นมากก็จะทำให้เราทำร้ายกัน ฆ่ากันได้ หรือทำให้เราทำสิ่งตรงข้ามกับสิ่งที่เรานับถือ”

จึงจะเห็นว่าคนเราสามารถฆ่ากันได้ในนามของความดี ในนามของอุดมการณ์ ในนามของอุมดมคติ ตัวอย่างก็มีให้เห็นในสงครามศาสนา ที่เกิดขึ้นทั้งในยุโรปและเอเชียเองก็ตาม

“ดังคำสอนหลวงพ่อเฟื่อง โชติโก ที่เคยกล่าวไว้ว่า ความเห็นของเราแม้จะถูก แต่ถ้ายึดไว้มันอาจจะผิด”

ปัจจุบันนี้เราทำร้ายกันในนามของความไม่ถูกต้องเยอะ ใครที่คิดและพูดไม่ถูกต้องในความคิดเห็นของเรา เราก็มีสิทธิที่จะทำอะไรกับเขาก็ได้ อย่างจับเขาเข้าคุก ด่าเขา ประนามเขา โดยที่ลืมนึกไปว่าสิ่งที่ทำอยู่ก็ไม่ถูกต้องเช่นกัน “หลายครั้งเราทำความไม่ถูกต้อง ในนามของความถูกต้อง” พระอาจารย์ไพศาล กล่าวทิ้งท้าย

ไม่พลาดข่าวสำคัญ เจาะลึกทุกประเด็น
เพิ่มเราเป็นเพื่อนทาง @prachachat

ติดตามข่าวธุรกิจ