ซิมโฟนี่ ยกโครงข่ายใหม่ หวังโตยั่งยืนตามอานิสงส์ คลาวด์-ดาต้าเซนเตอร์

ซิมโฟนี่ คอมมูนิเคชั่น ทุ่ม 600 ล้านบาทอัปเกรดโครงข่าย SDN-MPLS Network รายแรกในอาเซียน ชี้ ระบบใหม่ส่งผลดีระยะยาว เพราะ คลาวด์ ดาต้าเซนเตอร์ ความมั่นคงไซเบอร์ คืออนาคตของดิจิทัลทรานส์ฟอร์ม

วันที่ 27 กันยายน 2565 นายอเล็กซ์ โลท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท ซิมโฟนี่ คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SYMC ผู้ให้บริการโครงข่ายสื่อสารโทรคมนาคมในประเทศไทย เปิดเผยว่า การเชื่อมต่อแบบสายไยแก้วแต่เดิมใช้เทคโนโลยี MPLS Network มากว่า 15 ปี จนกระทั่ง 2 ปีที่ผ่านมา บริษัทเห็นว่าความต้องการใช้งานระบบโครงข่ายโทรคมนาคมเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มองค์กรทั้งเล็กใหญที่ต้องการทรานส์ฟอร์มไปสู่ดิจิทัล รวมถึงบริษัทผู้ให้บริการคลาวด์ ต่างเร่งตั้งศูนย์ข้อมูล หรือ “ดาต้าเซนเตอร์” สิ่งที่บริษัทเหล่านี้ไม่ได้ต้องการ แค่ “ความปลอดภัย” แต่ต้องมีคือ “การเชื่อมต่อ” ซึ่งเป็นสามส่วนที่สำคัญขององค์กรสมัยใหม่

ดังนั้นจึงถือโอกาสลงทุนกว่า 600 ล้านบาท เพื่ออัปเกรดโครงข่ายใหม่ให้ทันสมัย (Modernization) ด้วยการบูรณาการเทคโนโลยี SDN และ เทคโนโลยีดั้งเดิม MPLS Network ทำให้ปัจจุบัน SYMC เป็นผู้ให้บริการรายแรกในอาเซียนที่ใช้เทคโนโลยีการเชื่อมต่อด้วยมาตรฐานนี้ คาดดว่าจะช่วยลดความซับซ้อนในการเชื่อมต่อ เพิ่มประสิทธิภาพทั้งการเชื่อมต่อการสื่อสาร บริการคลาวด์ และบริการด้าน Virtualization ช่วยให้องค์กรต่างๆ ทำการดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่น และรองรับบริการรวมถึงแอปพลิเคชันที่มีความหลากหลายในอนาคต

ปัจจุบัน บริการโครงข่ายการสื่อสารของ ซิมโฟนี เป็นรายได้หลักกว่า 90% ของบริษัท ซึ่งมีการเติบโต 16% ต่อปี  

“เทรนด์ของการทรานส์ฟอร์มองค์กรนำมาสู่การตั้งดาต้าเซนเตอร์ คลาวด์ต่างๆ และความปลอดภัยไซเบอร์ เป็นอนาคตของโลกธุรกิจ ในอีกราว 5 ปี ในโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้ล้วนต้องการการเชื่อมต่อ (Connectivity) ดังนั้นการเติบโตของเรา ในช่วงของการที่องค์กรต่างๆ ต้องการทรานส์ฟอร์มตัวเองจะทำให้เราโตตามระดับ 2 Digit เพราะเรามีฐานลูกค้าเก่าอยู่แล้ว” 

บริษัทจึงให้ความสำคัญกับการลงทุนในระยะยาวเพื่อขยายโครงข่ายและปรับปรุงประสิทธิภาพการให้บริการ รวมถึงพื้นที่บริการให้ครอบคลุมทั่วประเทศด้วยการจัดการและปรับปรุงโครงข่ายบริการหลักและอุปกรณ์ต่าง ๆ ให้มีความทันสมัย เพื่อการใช้งานโครงข่ายที่มีความคล่องตัว มีประสิทธิภาพ มีความยืดหยุ่นยิ่งขึ้น ตอบสนองต่อผู้ใช้บริการได้เร็วขึ้นด้วยความหน่วงที่ต่ำกว่า (Low Latency)

“ในช่วงที่ผ่านมา ธุรกิจโทรคมนาคมมีการขยายตัวอย่างมาก อันเนื่องมาจากการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคดิจิทัล ทั้งในด้านความต้องการการใช้งานที่เพิ่มมากขึ้น และความหลากหลายของแอปพลิเคชันที่ต้องใช้โครงข่ายบริการที่สามารถรองรับได้ในปริมาณมาก ทำให้เราเล็งเห็นถึงความสำคัญของการเติบโตของตลาดได้อย่างชัดเจน” นายอเล็กซ์ กล่าว  

สำหรับกลุ่มลูกค้าเป้าหมายทั้งในประเทศและระหว่างประเทศที่จะได้ประโยชน์จากโครงข่ายใหม่นี้ ได้แก่ กลุ่มผู้ประกอบธุรกิจให้บริการด้านการสื่อสารและโทรคมนาคม ผู้ให้บริการด้านอินเทอร์เน็ต (ISP) ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ กลุ่มลูกค้าองค์กร และองค์กรภาครัฐ ธนาคาร สถาบันการเงิน ธุรกิจค้าปลีก โรงแรม โลจิสติกส์ รวมถึงกลุ่ม OTT (Over-the-Top) ที่ให้บริการด้านคอนเทนต์ต่างๆ ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์

 นายอเล็กซ์ กล่าวเพิ่มเติมด้วยว่า การเชื่อมต่อการสื่อสารในยุคดิจิทัลคือหัวใจหลักสำหรับทุกธุรกิจ จึงต้องการโครงข่ายคุณภาพที่ดีที่สุดด้วยนวัตกรรมล่าสุด เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมให้กับลูกค้า  เพื่อตอบโจทย์ความต้องการในการเชื่อมต่อการสื่อสารที่เพิ่มมาก การเชื่อมต่อการสื่อสารที่ดีจะช่วยในการการเปลี่ยนผ่านองค์กรสู่ดิจิทัลให้เกิดขึ้นในประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียนได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งการปรับเปลี่ยนโครงข่ายหลักไปสู่ SDN-MPLS Network นี้จะช่วยยกระดับคุณภาพการบริการไปสู่มาตรฐานที่สูงขึ้น เพิ่มประสิทธิภาพการใช้งาน และต่อยอดธุรกิจให้กับลูกค้าได้เป็นอย่างดี เพราะเป็นการสร้างแพลตฟอร์มทางด้านโทรคมนาคมแบบยั่งยืน 

ในด้านการขยายพื้นที่ให้บริการและพัฒนาโครงข่ายนั้น บริษัทพิจารณาจากความสำคัญด้านยุทธศาสตร์เป็นสิ่งสำคัญ ทั้งนี้ปริมาณความต้องการในการเชื่อมต่อสื่อสารยังคงเติบโตสอดคล้องกับการพัฒนาเทคโนโลยีการสื่อสารโทรคมนาคมและการขยายตัวของการค้าและการลงทุนข้ามพรมแดน โดยตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ของประเทศไทยมีศักยภาพสูงในการเป็นศูนย์กลางการสื่อสารโทรคมนาคม ปัจจุบันบริษัทให้บริการครอบคลุมพื้นที่ที่มีศักยภาพสูง  ทั้งกรุงเทพฯ และปริมณฑล พื้นที่เศรษฐกิจหลัก 50 จังหวัด อาคารสำนักงานชั้นนำในกรุงเทพฯ 259 อาคาร นิคมอุตสาหกรรม 53 แห่ง ศูนย์บริการทั่วประเทศ 18 แห่ง และมีเกตเวย์เพื่อเชื่อมต่อโครงข่ายระหว่างประเทศ อีก 6 แห่ง 

Advertisement