SAP ยักษ์ซอฟต์แวร์โลก เผยธุรกิจไทยตื่นตัวตอบโจทย์ความยั่งยืน

นายเอทูล ทูลิ
นายเอทูล ทูลิ กรรมการผู้จัดการ เอสเอพี อินโดไชน่า

เอสเอพี แนะ 3 ขั้นตอนการพลิกองค์กรสู่เป้าหมายความยั่งยืน ด้วยการใช้ข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพ ชี้ องค์กรกว่าครึ่งใน ตลท. บรรลุเป้าแรกใน 6 เดือน

วันที่ 11 ธันวาคม 2565 นายเอทูล ทูลิ กรรมการผู้จัดการ เอสเอพี อินโดไชน่า กล่าวว่า
ความยั่งยืนเป็นความท้าทายทางธุรกิจของคนรุ่นปัจจุบันอย่างไม่ต้องสงสัย ธุรกิจส่วนใหญ่ในปัจจุบันมีวิสัยทัศน์ที่ดีในด้านความยั่งยืน และได้เริ่มนำแนวปฏิบัติด้าน ESG มาใช้ในกลยุทธ์ของพวกเขา

แต่จากงานวิจัยของเอเอสพีร่วมกับมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด พบว่า มีเพียงไม่กี่องค์กรเท่านั้นที่ได้รับประโยชน์จากกลยุทธ์เหล่านี้

โดยผลการวิจัยล่าสุดโดย Oxford Economics และเอสเอพี ชี้ให้เห็นว่าองค์กรธุรกิจทั่วเอเชีย-แปซิฟิก และญี่ปุ่น (APJ) ยังต้องดำเนินการในอีกหลายแง่มุมเพื่อเพิ่มประโยชน์ที่จะได้รับจากกลยุทธ์ด้านความยั่งยืน

ในขณะที่ 66 เปอร์เซ็นต์ของธุรกิจไม่คิดว่าเป็นเรื่องยากที่จะบรรลุความยั่งยืน และทำกำไรให้องค์กรได้ในเวลาเดียวกัน แต่มีเพียง 8 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่บอกว่าพวกเขาได้รับประโยชน์จากกลยุทธ์ด้านความยั่งยืนในปัจจุบัน

งานวิจัยเน้นย้ำว่าการใช้ข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้องค์กรต่าง ๆ ในประเทศไทยมีผลลัพธ์ด้านความยั่งยืนที่ดีขึ้น และบรรลุเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อม (Environmental) สังคม (Social) และธรรมาภิบาล (Governance) หรือ ESG

รายงานวิจัยยังชี้ให้เห็นด้วยว่า การปฏิบัติตามกฎระเบียบ (Compliance) เป็นทั้งปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนความยั่งยืนและเป็นความท้าทายสำหรับองค์กรในเวลาเดียวกัน จากผลสำรวจบ่งชี้ว่าประโยชน์ที่องค์กรได้รับเป็นอันดับแรกจากกลยุทธ์ด้านความยั่งยืน คือ

การที่องค์กรสามารถลดความเสี่ยงที่จะกระทบต่อการดำเนินธุรกิจจากการปฏิบัติตามกฎระเบียบ (46 เปอร์เซ็นต์) ซึ่งมากกว่าการปล่อยคาร์บอนที่ลดลงและผลผลิตที่เพิ่มขึ้น โดยการให้ความสำคัญกับการปฏิบัติตามกฎระเบียบมากเกินไปถือเป็น

ความท้าทายสูงสุดอันดับสองต่อความสำเร็จด้านความยั่งยืนของผู้ตอบแบบสอบถามในภูมิภาค APJ รองลงมาคือ การขาดการคิดค้นกลยุทธ์ทางธุรกิจใหม่

นอกจากนี้ การลงทุนในข้อมูลเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยปรับปรุงผลลัพธ์ด้านความยั่งยืน

สำหรับองค์กรธุรกิจในภูมิภาค APJ ความแม่นยำของข้อมูล (Accurate Data) ได้รับการจัดอันดับให้เป็นหนึ่งในปัจจัยที่สำคัญที่สุดที่จะช่วยให้บรรลุเป้าหมายการลดคาร์บอน รองจากเรื่องการจัดหาเพื่อความยั่งยืน (Sustainable Sourcing) อย่างไรก็ตาม มีเพียงสี่ในสิบ (40 เปอร์เซ็นต์) ของผู้ตอบแบบสำรวจระบุว่าพวกเขาลงทุนในการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อวัดความยั่งยืนในธุรกิจของตน

และในจำนวนที่ใกล้เคียงกัน (41 เปอร์เซ็นต์) กล่าวว่า พวกเขากำลังฝึกอบรมพนักงานเกี่ยวกับวิธีการรวบรวมข้อมูลด้านความยั่งยืน

“เอสเอพีในฐานะผู้นำด้านการจัดการทรัพยากรขององค์กร หรือ ERP มีประสบการณ์กว่า 50 ปี ในการช่วยธุรกิจต่าง ๆ ใน 25 อุตสาหกรรมในการใช้ทรัพยากรให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด บริษัทของเราต้องการเห็นโลกที่ปราศจากการปล่อยมลพิษ

การก่อให้เกิดของเสียและความไม่เท่าเทียมกันเป็นศูนย์ (zero emissions, zero waste and zero inequality) ซึ่งเราอยู่ในจุดที่สามารถช่วยให้ธุรกิจดำเนินไปได้อย่างยั่งยืนมากขึ้น” นายเอทูลกล่าวเสริม

ด้านนางสาวชฎิลพร นาคทิพย์ อำนวยการฝ่ายขาย เอสเอพี ประเทศไทย กล่าวว่า การใช้ข้อมูลองค์กรอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อประกอบการตัดสินใจที่มีข้อมูลมากขึ้น มีกลยุทธ์การใช้ข้อมูล 3 ประการ ที่แนะนำให้เริ่มปฏิบัติเพื่อช่วยให้องค์กรในประเทศไทยบรรลุเป้าหมาย ESG

ขั้นตอนแรก คือ การทำรายงานตามกฎระเบียบเพื่อสร้างความโปร่งใส

จากข้อมูลของ BCG พบว่า องค์กรถึง 85 เปอร์เซ็นต์ มีความกังวลเกี่ยวกับการลดการปล่อยมลพิษ แต่มีเพียง 9 เปอร์เซ็นต์ เท่านั้นที่สามารถวัดการปล่อยก๊าซได้อย่างครอบคลุม องค์กรจำเป็นที่จะต้องมีความสามารถในการติดตามผลกระทบของสภาพอากาศและข้อมูลการปล่อยก๊าซคาร์บอน

“องค์กรส่วนใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ส่วนใหญ่ใช้ระบบข้อมูลของเอเอสพีอยู่แล้ว ดังนั้นหากปรับปรุงกระบวนการเก็บข้อมูลและเพิ่มส่วนของ Sustainable matrix เข้าในกระบวนการทำงาน ก็จะทำให้บริษัทหรือองค์กรมีรายงานข้อมูลด้านความยั่งยืนที่มีประสิทธิภาพ ที่จะสามารถต่อยอดไปยังขั้นตอนต่อไป”

นอกจากนี้ นางสาวชฎิลพรกล่าวเสริมว่า องค์กรส่วนใหญ่ใน ตลท.มีความตื่นตัวในเรื่องความยั่งยืน และ ตลท.เองก็มีข้อกำหนดเกี่ยวกับรายงานด้านความยั่งยืนมานานแล้ว แต่ยังไม่มีใครสามารถทำรายงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยคาดว่าจะเริ่มเห็นรายงานด้านความยั่งยืนที่ใช้ข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพของบริษัทใน ตลท. ภายใน 6 เดือน

“หากเทียบกับประเทศอื่น ๆ ในเอเชีย อย่าง ญี่ปุ่น หรือสิงคโปร์นั้น เขาเริ่มไปไกลแล้ว บริษัทในไทยอยู่ในขั้นนี้ ขั้น Accessment หารือการศึกษาและเตรียมตัวเพื่อจะพัฒนาไปสู่ขั้นตอนต่อ ๆ ไป”

ขั้นตอนที่สอง คือ การเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้ข้อมูลด้านความยั่งยืนในเชิงปฏิบัติทั้งในกระบวนการทางธุรกิจ และการตัดสินใจ มาตรวัดความยั่งยืน เช่น การปล่อยคาร์บอน การใช้วัสดุ ของเสีย และข้อมูลความหลากหลาย สามารถผนวกเข้ากับกระบวนการธุรกิจหลัก เช่น

ซัพพลายเชน, ERP, การเงิน และกระบวนการจัดซื้อเพื่อทำให้เกิดความยั่งยืนทั่วทั้งธุรกิจ สิ่งนี้จะช่วยให้เกิดเศรษฐกิจหมุนเวียนในบริษัท โดยผลิตภัณฑ์จะได้รับการออกแบบและผลิตเพื่อให้หมุนเวียนได้นานที่สุด

“เมื่อมีรายงานข้อมูลที่มีประสิทธิภาพแล้ว จะช่วยให้เกิดการวางแผนและตัดสินใจที่ดียิ่งขึ้น ในการบริหารจัดการซัพพลายเชน”

นางสาวชฎิลพร นาคทิพย์
นางสาวชฎิลพร นาคทิพย์ อำนวยการฝ่ายขาย เอสเอพี ประเทศไทย

นางสาวชฎิลพร ยกตัวอย่างเช่น ในอุตสาหกรรมอาหาร การมีข้อมูลด้านซัพพลายเชน จะช่วยให้ผู้บริหารควบคุมการเก็บวัตถุดิบที่เสี่ยงต่อการเน่าเสีย รู้ว่าส่วนใดตัดทิ้ง หรือเก็บรักษา นอกจากจะทำให้ต้นทุนลด แล้วยังลดการผลิตมากเกินควรที่อาจก่อขยะทางชีวภาพ

หรือกรณีอุตสาหกรรมเคมี ที่สามารถนำรายงานด้านความยั่งยืนไปออกแบบแผนการลดใช้พลังงานหรือการนำเข้าวัตถุดิบเคมีได้

ขั้นตอนที่สาม คือ การขับเคลื่อนความยั่งยืนในเครือข่ายธุรกิจ ก้าวข้ามขอบเขตของธุรกิจใดธุรกิจหนึ่งโดยการวัดผล และการจัดการความยั่งยืนทั่วทั้งห่วงโซ่คุณค่า และเครือข่ายธุรกิจในอุตสาหกรรมนั้น ๆ

โดย เอสเอพี ได้ชูตัวอย่างองค์กรใหญ่ที่ใช้เทคโนโลยีของเอเอสพี ที่สามารถรวบรวมข้อมูลที่เชื่อถือได้และเป็นไปตามกฎระเบียบ เพื่อช่วยองค์กรวัดปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) ตลอดจนมีกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ออกแบบมาเพื่อช่วยส่งเสริมให้องค์กรมีความคิดริเริ่มที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม และรูปแบบธุรกิจใหม่ ๆ กลุ่มผลิตภัณฑ์ประกอบด้วย SAP Responsible Design and Production

ซึ่งช่วยให้นักออกแบบผลิตภัณฑ์สามารถสร้างผลิตภัณฑ์ที่ยั่งยืนได้ตั้งแต่เริ่มแรก SAP Product Footprint Management ช่วยติดตามความยั่งยืนตลอดวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์ และ SAP Sustainability Control Tower ซึ่งทำให้เห็นภาพรวมของโครงการด้านความยั่งยืนขององค์กร นำเป้าหมายความยั่งยืนมาปฏิบัติให้เป็นความจริง

ตัวอย่างดังกล่าวคือ บริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส จำกัด (มหาชน) หรือ IVL มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่กรุงเทพฯ ประเทศไทย ซึ่งเป็นผู้ผลิตเคมีภัณฑ์รายใหญ่ระดับโลกที่ดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน โดยดำเนินธุรกิจภายใต้กลุ่มธุรกิจหลัก ได้แก่ Combined PET, Integrated Oxides and Derivatives และ Fibers ด้วยสำนักงาน 147 แห่งใน 35 ประเทศ และพนักงานกว่า 26,000 คน

บริษัทดังกล่าววางแผนที่จะขยายการดำเนินงานทั่วโลกโดยคำนึงถึงความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และเศรษฐกิจ ในฐานะผู้ผลิตขวดน้ำดื่มพลาสติก หรือขวด PET รีไซเคิลรายใหญ่ที่สุดของโลก

โดย อินโดรามา เวนเจอร์ส ต้องการจะสร้างความยั่งยืนในการดำเนินงานทั้งหมดให้เป็นไปตามเป้าหมายสำคัญขององค์กรที่กำหนดขึ้นใหม่ นั่นคือ “Reimagining Chemistry Together to Create a Better World” บริษัทมุ่งเน้นไปที่เป้าหมายระยะสั้น และระยะกลาง

โดยสอดคล้องกับเป้าหมาย SDGs ของสหประชาชาติ มุ่งสู่การบรรลุเป้าหมายคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ และสนับสนุนเศรษฐกิจหมุนเวียนทั่วโลก อินโดรามาเวนเจอร์ส ร่วมมือกับ เอสเอพี ตั้งแต่ปี 2563 ผ่าน “Project Olympus” เพื่อติดตั้งระบบ ERP แบบบูรณาการของเอสเอพี

นายแอนโทนี วาตานาเบ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านความยั่งยืน อินโดรามา เวนเจอร์ส กล่าวว่า ภายใต้วิสัยทัศน์ปี 2573 อินโดรามา เวนเจอร์ส วางแผนที่จะลงทุนในการลดการใช้ถ่านหิน ลดระดับ และดักจับคาร์บอนที่เกิดจากการผลิตของบริษัท และเพิ่มการใช้พลังงานหมุนเวียน

โดยในประเทศไทย บริษัทวางแผนที่จะเลิกใช้ถ่านหินในโรงงานสามแห่งให้เสร็จสิ้นภายในปี 2570 และขยายการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ที่โรงงานภายในสิ้นปี 2566

“สำหรับการวัดผลความคืบหน้าของการดำเนินงานเพื่อบรรลุเป้าหมายเหล่านี้ จะต้องใช้เทคโนโลยีขั้นสูงและการวิเคราะห์เพื่อปรับปรุงการจัดการข้อมูลด้านความยั่งยืนและการรายงานของเรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปรับปรุงให้ข้อมูลในองค์กรมีความแม่นยำและมีคุณภาพมากขึ้น


ความร่วมมือกับ เอสเอพี เพื่อพัฒนาระบบ ERP จะช่วยให้เราสามารถปฏิบัติตามมาตรฐานสูงสุดระดับโลกในการรายงานความยั่งยืน ตลอดจนสามารถใช้ข้อมูลในการตัดสินใจเชิงธุรกิจซึ่งจะช่วยให้เราสามารถบรรลุวิสัยทัศน์ขององค์กรได้”