สพธอ.นำร่อง “ดิจิทัลไอดี” มิ.ย. ดึงโอมิเซะทำระบบยืนยันตัวตน

“สพธอ.” เร่งเดินหน้าโครงการ “เนชั่นแนลดิจิทัลไอดี” จับมือ “โอมิเซะ” นำร่องพัฒนาระบบยืนยันตัวตนทางอิเล็กทรอนิกส์ ตั้งเป้าเปิดให้บริการเฟสแรก มิ.ย.นี้ คาดภายในสิ้นปีมีคนใช้งานหลักแสนราย ดันธุรกรรมผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์เพิ่ม 2-3 เท่า เหตุสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้ใช้งานและปิดช่องโหว่ทุจริต

นางสุรางคณา วายุภาพ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) หรือ สพธอ. เปิดเผยว่า สพธอ.ได้รับมอบหมายจากกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) และกระทรวงการคลัง ให้ดำเนินโครงการ “เนชั่นแนลดิจิทัลไอดี” (National Digital ID) หรือระบบการพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางอิเล็กทรอนิกส์ สําหรับให้บริการยืนยันตัวตน ทั้งของบุคคลธรรมดาและนิติบุคคลในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ ในการรับบริการต่าง ๆ ของภาครัฐ และเอกชน ล่าสุดได้ลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (เอ็มโอยู) ด้านการพัฒนาระบบการพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัล ร่วมกับบริษัท โอมิเซะ จำกัด ซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้านการออกแบบและพัฒนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์ รวมทั้งผู้ให้บริการระบบชำระเงินออนไลน์ เพื่อพัฒนาระบบการพิสูจน์และยืนยันตัวตนในการให้บริการธุรกรรมออนไลน์ สอดคล้องกับกฎหมาย ระเบียบ และประกาศที่เกี่ยวข้อง ทั้งเป็นการสนับสนุนการทำธุรกรรมออนไลน์ให้มีความสะดวก รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพมากขึ้น คาดว่าระบบจะพร้อมใช้งานได้ภายในเดือน มิ.ย.นี้

“ถ้ามีระบบยืนยันตัวตนทางอิเล็กทรอนิกส์จะช่วยให้ไม่ต้องเสียเวลามาเเสดงตนเอง ทำให้การทำธุรกรรมทางดิจิทัลเติบโตขึ้น เนื่องจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปใช้งานบนโลกดิจิทัลมากขึ้น ปัจจุบันคนไทยใช้อินเทอร์เน็ตมากถึง 9.8 ชั่วโมง/วัน มากที่สุดในโลก ส่วนอีคอมเมิร์ซของประเทศไทยเติบโตถึง 14% โดยในปี 2560 มีมูลค่า 2.5 ล้านล้านบาท และคาดสิ้นปีนี้จะเติบโตขึ้นเป็น 2.8 ล้านล้านบาท”

สำหรับโครงการนี้ สพธอ.กำลังเจรจาอยู่กับหน่วยงานเอกชนที่ให้บริการด้านไอทีและซอฟต์แวร์อีก 1 ราย เพื่อช่วยกันพัฒนาระบบ คาดว่าจะมีเอกชนเข้าร่วมประมาณ 3 ราย และกำลังคุยกับภาครัฐและเอกชนเพื่อแชร์ข้อมูลร่วมกัน โดยในเบื้องต้นมี 7 หน่วยงาน คือ กรมสรรพากร, กรมพัฒนาธุรกิจการค้า, กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา, ธนาคารพาณิชย์, ตลาดหลักทรัพย์ฯ, เครดิตบูโร, ตลาดทุน และบริษัทประกัน และคาดว่าจำนวนผู้ใช้งานจะมีถึงแสนรายภายในสิ้นปี โดยในช่วงแรกเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนจึงจะเติบโตแบบค่อยเป็นค่อยไป เหมือนการใช้งานพร้อมเพย์ที่ระยะแรกมีการใช้งานหลักหมื่นราย เเต่ปัจจุบันหลักล้าน ส่วนงบประมาณที่ใช้ในการพัฒนาระบบจะอยู่ที่ราว ๆ 100 ล้านบาท

ด้านนายอิศราดร หะริณสุต ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท โอมิเซะ จำกัด กล่าวว่า โอมิเซะเป็นผู้ให้บริการระบบชำระเงินออนไลน์ครบวงจร ทำให้ที่ผ่านมาจำเป็นต้องให้ร้านค้าส่งเอกสารเพื่อยืนยันตัวตน จึงยังมีช่องโหว่ที่ทำให้เกิดการทุจริตได้ แม้ที่ผ่านมามีไม่ถึง 1% แต่สร้างความเสียหายได้ ดังนั้นจึงร่วมกับ สพธอ.พัฒนาระบบเนชั่นแนลดิจิทัลไอดี เพื่อช่วยลดช่องว่างในขั้นตอนการยืนยันตัวตนของผู้ใช้งาน และลดโอกาสเกิดความเสียหาย และเชื่อว่าถ้าโครงการนี้สำเร็จจะกระตุ้นให้มีผู้ใช้ธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์เพิ่มขึ้นอีก 2-3 เท่า เนื่องจากการทำธุรกรรมออนไลน์ในปัจจุบันต้องใช้บัตรเครดิต หรืออินเทอร์เน็ตแบงกิ้ง แต่ในประเทศไทยมีเพียง 30% ของประชากรเท่านั้นที่มี


“จากความร่วมมือครั้งนี้จะทำให้เราเป็นผู้ให้บริการระบบยืนยันตัวตน (identity provider-IDP) รายแรกในไทย ที่มีการเชื่อมต่อตรงกับ สพธอ. ผ่านทาง federated proxy ซึ่งการได้ผู้ที่มีความชำนาญเฉพาะทางมาทำงานร่วมกันจะสามารถเห็นการนำเทคโนโลยีใหม่มาใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมมากขึ้น”