เอไอเอส 2018 กดปุ่ม IOT ปักหมุด “โลคอลแพลตฟอร์ม”

เป็นประจำทุกต้นปี บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส หรือ “เอไอเอส” จะประกาศวิสัยทัศน์ธุรกิจ ปี (2561) นี้จัดเป็นงานสัมมนาหัวข้อ “Digital Intelligent Nation 2018” มี ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ปาฐกถาพิเศษเรื่อง Thailand”s development landscape forward นายกานต์ ตระกูลฮุน ประธานกรรมการ เอไอเอส มาพูดถึง R&D and people development for the country และเชิญพันธมิตรในแต่ละอุตสาหกรรมมาแลกเปลี่ยนมุมมองประสบการณ์ในการรับมือกับดิจิทัลดิสรัปชั่นด้วย

“ดิจิทัล” เขย่าธุรกิจไม่เลิก

“สมชัย เลิศสุทธิวงค์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร “เอไอเอส” พูดถึงกระแส “ดิจิทัลดิสรัปชั่น” ที่ถาโถมเข้ามาในทุกธุรกิจตลอด 2-3 ปีที่ผ่านมาว่า ส่งผลให้พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยน และกระทบต่อทุกธุรกิจ

ปัจจุบันคนทั่วโลกเข้าถึงอินเทอร์เน็ตกว่า 50% มีผู้ใช้โมบาย 65% ใช้โซเชียลมีเดีย 40% และใช้ผ่านโมบายถึง 34% ขณะที่ในไทยมีอินเทอร์เน็ตใช้ 67% ใช้มือถือ 70% อาจดูน้อยกว่าความจริง เพราะเป็นตัวเลขที่ไม่ได้นับซ้ำที่ผู้ใช้ 1 คน มีมากกว่า 1 ซิมการ์ด ขณะที่ยอดลงทะเบียนซิมการ์ดในไทยมีถึง 90 ล้านเลขหมาย กว่า 140% ของประชากรในประเทศ ทั้งมีการใช้โซเชียลมีเดีย 78% ผ่านโมบาย 62%

ขณะที่ยอดการใช้ดาต้าเพิ่มจาก 3.8 GB ต่อคนต่อเดือน เป็น 7.3 GB และปีนี้คาดว่าจะเกิน 10 GB ต่อคนต่อเดือน มากไปกว่านั้น เวลาที่ใช้โซเชียลมีเดียปีที่ผ่านมาเพิ่มจาก 3 ชั่วโมงปีก่อนหน้า เป็น 4.8 ชั่วโมงต่อคนต่อวัน เพิ่มขึ้นถึง 60%

คนไทยไม่กลัวเทคโนโลยี

“ข้อมูลข้างต้นทำให้เห็นว่าคนไทยไม่กลัวการใช้เทคโนโลยี ขณะที่ธุรกิจอาจโดนทำลายล้าง ผมย้ำทุกครั้งว่าอย่ากังวล เพราะไม่ใช่มีแต่ข้อเสีย มีโอกาสแฝงอยู่ ถ้ารู้จักใช้ประโยชน์ ดิจิทัลช่วยลดต้นทุนและเพิ่มศักยภาพมหาศาล”แต่ “ประเทศไทยพร้อมแค่ไหน ?”

ซีอีโอ “เอไอเอส” ย้ำว่า การบริหารจัดการแบบเดิมเอาไม่อยู่กับสภาวะที่เปลี่ยนไปเพราะเทคโนโลยี

“คนที่จะเป็นเจ้าโลกได้ต้องมีแพลตฟอร์มที่ดี ธุรกิจใหม่ใน 10-20 ปีที่ประสบความสำเร็จมาก โดยไม่ต้องลงทุนมาก ธุรกิจอย่างอูเบอร์, อาลีบาบา เกิดจากแพลตฟอร์มจากอินเทอร์เน็ต โลกยุคที่ 4 จะเกิดการเปลี่ยนแปลง แม้แต่กูรูทั้งหลายยังไม่รู้ว่าจะเกิดอะไร รู้แค่ว่าปี 2020 จะมีการเปลี่ยนแปลง มี IOT เพิ่มขึ้นมหาศาล มีดีไวซ์เพิ่มเป็นสิบ ๆ เท่า”

ในมุมมองของเอไอเอส นี่คือโอกาสของประเทศไทย

Advertisement

มุ่งสร้างโลคอลแพลตฟอร์ม

อย่างไรก็ตาม แพลตฟอร์มที่คนไทยใช้กันทุกวันนี้ ล้วนเป็นของบริษัทต่างชาติ หากเปลี่ยนกติกาก็จะทำให้รายได้หายไปทันที วิสัยทัศน์ปี 2561 ของ “เอไอเอส” จึงมุ่งไปยังการเป็นผู้สร้างดิจิทัลแพลตฟอร์มเพื่อคนไทย (digital platform for Thais)

“ในโมบายอินฟราสตรักเจอร์ เราเป็นเบอร์หนึ่งแน่นอน เน็ตเวิร์ก 4G เราความเร็วระดับ 1 Gbps ซึ่งเป็นสปีดเริ่มต้นของ 5G แล้วโดยนำ 4G LTE ที่มีมาพัฒนา เรามีฟิกซ์ไลน์อิน ฟราสตรักเจอร์ นำโครงข่ายไฟเบอร์ทั่วประเทศกว่า 1.5 แสนกิโลเมตร ที่ให้บริการมือถือ มาให้บริการฟิกซ์ไลน์ มีแอปพลิเคชั่นและแพลตฟอร์ม ทั้งวิดีโอ, โมบายมันนี่, พาร์ตเนอร์, ไอโอที และคลาวด์ ซึ่งต่อไปจะให้บริการแบบไม่จำกัดเฉพาะลูกค้าเอไอเอส”

ดิจิทัลแพลตฟอร์มใหม่ที่จะมีในปีนี้ ได้แก่ 1.AIS IOT Alliance Program (AIAP) ปัจจุบันมีความร่วมมือของสมาชิก 70 ราย จากทุกส่วนที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี IOT ที่จะเข้ามามีส่วนร่วมแลกเปลี่ยนความรู้, สินค้า, บริการ และโซลูชั่นต่าง ๆ เพื่อให้เกิดการพัฒนา IOT solution และรูปแบบธุรกิจร่วมกัน

2.VDO platform “Play 365” ที่เปิดโอกาสให้นักสร้างสรรค์คอนเทนต์ในทุกวงการนำเสนอผลงาน เพิ่มโอกาสในการเข้าถึงผู้บริโภค ด้วยโครงสร้างรายได้และโมเดลที่เหมาะสม สอดคล้องกับตัวเลขผู้ชมที่แท้จริง และ 3.VR content platform เปิดโอกาสให้นักพัฒนา VR content เรียนรู้จากผู้ผลิต VR ระดับโลก IMAX และมีโครงการ VR content creator program เป็นเวทีการสร้างคอนเทนต์ด้วยเทคโนโลยี VR

ชูจุดแข็งเน็ตเวิร์กหนุน IOT

สำหรับการลงทุนด้านเครือข่ายปีนี้ได้เตรียมงบฯลงทุนไว้ 35,000-38,000 ล้านบาท พัฒนาเครือข่ายสู่ nextgeneration รองรับความเร็วถึง 1 Gbps และขยายเครือข่าย NB-IOT และ eMTC (enhance machine type communication) รองรับเทคโนโลยี IOT และเอไอเอสไฟเบอร์ รวมถึงนำคอนเทนต์ระดับโลก เช่น การ์ตูนเน็ตเวิร์ก, ซีเอ็นเอ็น รวมถึงผู้ผลิตเนื้อหาไทย

“IOT ทำให้การใช้อินเทอร์เน็ตลึกเข้าไปในชีวิตและธุรกิจ ภายใน 3 ปีนี้จะเกิดขึ้นจริงจัง โดยเฉพาะสมาร์ทโฮม, สมาร์ทออฟฟิศ, สมาร์ทซิตี้ ในส่วนของผู้บริโภคถือว่าพร้อมแล้ว แต่ผู้ประกอบการยังต้องการองค์กรประกอบเสริมอีกหลายอย่าง เพราะจะการสร้างสมาร์ทซิตี้ได้ต้องมีมากกว่าเครือข่าย”

ที่ผ่านมา เอไอเอสได้ลงทุนสร้างเน็ตเวิร์กรองรับ IOT ในหลายจังหวัดแล้ว และเสริม eMTC เน็ตเวิร์กสำหรับ IOT ที่เคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว โดยใช้เงินไปแล้ว 200-300 ล้านบาท

“ไม่มีใครทำ IOT ได้คนเดียว การสร้างอีโคซิสเต็มจำเป็นต้องมีนักพัฒนา นักสร้างดีไวซ์มารองรับ นอกเหนือจากการมีเครือข่ายที่แข็งแรงแล้ว”

รับสมัคร 365 ครีเอเตอร์

ส่วน VDO platform “Play 365” ตั้งเป้ารับนักสร้างสรรค์คอนเทนต์ 365 คนจากทุกวงการ เข้ามาอยู่ในแพลตฟอร์ม คาดว่าภายในไม่เกิน 2 เดือนนี้เปิดตัวได้ 25 คน และทยอยเปิดตัวต่อเนื่อง

“365 มาจากจำนวนวันใน 1 ปี เราหวังแค่มีครีเอเตอร์ดี ๆ 365 คนก็พอ เพราะทุกอย่างอยู่ที่คอนเทนต์ที่จะดึงคนมาดูได้ การสวิตช์เปลี่ยนช่องของคนดูไม่ยาก แค่อยากดูไหม มีทั้งคนที่ชอบดูฟรี และคนที่ยอมจ่ายเพื่อประสบการณ์ใหม่ ๆไม่ได้แข่งกับยูทูบ เอไอเอสต้องการสร้างทางเลือกที่เป็นอีกโมเดลธุรกิจ ที่น่าจะสร้างให้เป็นของประเทศไทยได้ เพื่อให้มีเงินหมุนเวียนในประเทศ เห็นช่องว่างอยู่พอสมควรว่าการสร้างดิจิทัลแพลตฟอร์มในประเทศทำให้คนทำคอนเทนต์มีรายได้มากขึ้น”

ขณะที่ VR content platform เป็นโมเดลธุรกิจที่มาก่อนวันที่ตลาดพร้อม เป็นโอกาสให้นักสร้างสรรค์คนไทยมีโอกาสทดลองพัฒนาเนื้อหางาน และเรียนรู้จากผู้เชี่ยวชาญระดับโลกอย่าง IMAX ซึ่งเปิดให้บริการใน 7 ประเทศ

“เอไอเอสอยู่ตรงกลางเพื่อสร้างแพลตฟอร์มเพื่อคนไทย จากดิจิทัลเซอร์วิสของเอไอเอส ที่ผสานความแข็งแรงของไวร์เลสอินฟราสตรักเจอร์ ฟิกซ์บรอดแบนด์ ดิจิทัลเซอร์วิส ไม่ใช่บริการแค่ 40 ล้านลูกค้าของเอไอเอส แต่ช่วยให้ธุรกิจต่าง ๆ เข้ามาใช้แพลตฟอร์มของเราส่งมอบสินค้าบริการจากแอนะล็อกเป็นดิจิทัลได้ โลกนี้ไม่ใช่สลากกินรวบ เอไอเอสมีกำลังมากพอที่จะช่วยอุตสาหกรรมอื่น ๆ เพื่อให้ประเทศเดินหน้าต่อไปได้ เรามั่นใจว่าอยากสร้างดิจิทัลแพลตฟอร์มเป็นพื้นฐานสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทยให้ก้าวหน้า เราเหลือเวลาอีก 3 ปี ถ้าทุกคนร่วมมือร่วมใจ จะเป็นไทยแลนด์ 4.0 ได้แน่นอน”