Whoscall ชู Partnership Marketing

whoscall

การหลอกลวงจากมิจฉาชีพออนไลน์ยังเป็นภัยที่สร้างความเสียหายมหาศาลให้คนไทย

นอกจากมาตรการปราบปรามจากภาครัฐ หลายคนเลือกป้องกันตนเองด้วยการโหลดแอปพลิเคชั่นระบุตัวตนสายเรียกเข้าที่ไม่รู้จักอย่าง Whoscall ที่ให้บริการโดย Gogolook บริษัทผู้พัฒนาเทคโนโลยีเพื่อความเชื่อมั่น (TrustTech) จากไต้หวัน ที่ก่อตั้งในปี 2555

ผู้ที่ดาวน์โหลดแอป Whoscall จะได้รับการแจ้งว่า สายไม่รู้จักที่โทร.เข้ามาเป็นเบอร์ใคร โดยระบบจะแสดงข้อมูลจากฐานข้อมูลที่เชื่อมกับสมุดโทรศัพท์สาธารณะ พาร์ตเนอร์ และการแจ้งข้อมูลของผู้ใช้งาน ซึ่งปัจจุบัน Whoscall มีฐานข้อมูลมากกว่า 2.6 พันล้านหมายเลข ส่วนใหญ่อยู่ในเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

“แมนวู จู” ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท Gogolook จำกัดกล่าวว่า ปัจจุบัน Whoscall มีทีมทำงานในเอเชีย และบราซิล รวมเป็น 7 ประเทศ สำหรับในไทยให้บริการมาประมาณ 10 ปี แต่เริ่มทำแคมเปญการตลาดสร้างการรับรู้เมื่อ 2-3 ปีก่อน ซึ่งไทยเป็นตลาดที่สำคัญพอ ๆ กับไต้หวัน ประเทศแม่ ด้วยพฤติกรรมของประชากรที่ตื่นตัวเรื่องนี้ เนื่องจากไทยเป็นหนึ่งในประเทศเป้าหมายการโจมตีของมิจฉาชีพ

รายงานของ Whoscall ระบุว่า ในปี 2566 คนไทยเป็นเหยื่อมิจฉาชีพ 217,047 ราย/วัน มีการรับสายจากมิจฉาชีพ ถึง 20.8 ล้านครั้ง เพิ่ม 22% จากปี 2565 และโดนลวงจาก SMS กว่า 58.3 ล้านข้อความ เพิ่มขึ้น 17% จากปีก่อน ความเสียหายสะสมกว่า 53,875 ล้านบาท

Advertisment

“ปัจจุบัน Whoscall มียอดดาวน์โหลดกว่า 100 ล้านครั้ง และในปี 2566 ที่ผ่านมา จำนวนผู้ใช้เติบโตจากปีก่อน 30% สะท้อนว่า ผู้คนตื่นตัวป้องกันภัยจากมิจฉาชีพมากขึ้น”

“แมนวู” กล่าวต่อว่า รายได้ของ Whoscall มาจาก 2 ส่วน ได้แก่ ค่าโฆษณา และการสมัครแพ็กเกจพรีเมี่ยมที่มีอยู่ราว 5% ของผู้ใช้ทั้งหมด ซึ่งรายได้ส่วนแรกมีสัดส่วนมากกว่า โดยในปี 2566 รายได้ Whoscall จากทุกภูมิภาคเติบโตจากปีก่อน 80% สูงสุดเป็นประวัติการณ์

“ในธุรกิจแอปเกี่ยวกับการต่อต้านฉ้อโกง เราเป็นผู้นำตลาดยังไม่เห็นคู่แข่งในเอเชีย จุดแข็งคือความเชี่ยวชาญด้านการวิเคราะห์ข้อมูล และนำเทคโนโลยี AI เข้ามาใช้พัฒนาระบบป้องกันการหลอกลวงและสายก่อกวน”

สำหรับแพ็กเกจพรีเมี่ยม แบ่งเป็นแพ็กเกจรายเดือน 59 บาท และรายปี 599 บาทต่อปี (เฉลี่ยเดือนละ 50 บาท) มีฟีเจอร์ที่ใช้ได้เพิ่มเติมจากการใช้งานแบบฟรี เช่น อัพเดตเบอร์ในฐานข้อมูลโดยอัตโนมัติ บล็อกเบอร์ที่เข้าข่ายว่าเป็นสแปม และกรอง SMS ที่เข้าข่ายว่าเป็นมิจฉาชีพด้วย AI เป็นต้น

Advertisment

ด้าน “ฐิตินันท์ สุทธินราพรรณ” ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บริษัท Gogolook จำกัด กล่าวว่า หลัง Whoscall เข้ามาทำตลาดและสร้างการรับรู้ในไทยผ่านการทำคอนเทนต์เข้ากับคนไทย เช่น ปี 2566 มีการทำเพลง “ตัดสาย” ร่วมกับ โจอี้ ภูวศิษฐ์ สร้างการเข้าถึงคนทุกกลุ่มด้วยกลยุทธ์ KOLs Marketing

ขณะเดียวกันยังใช้กลยุทธ์ Partnership Marketing ให้ลูกค้าของเหล่าพาร์ตเนอร์เข้าถึงการใช้งาน Whoscall มากขึ้น ล่าสุดจับมือกับแบรนด์ และหน่วยงานต่าง ๆ ในแคมเปญ “จับมือเพื่อนรัก ตัดสายมิจร้าย” เช่น ทรู, ทรูมันนี่, บาร์บีคิวพลาซ่า และบัตร Max Card เป็นต้น

แคมเปญดังกล่าวมีการให้ความรู้ผ่านช่องทางต่าง ๆ สร้างการรับรู้ และภูมิคุ้มกันไม่ให้ถูกหลอกลวง ทั้งมอบโค้ด Whoscall พรีเมี่ยมฟรี 3 ล้านโค้ดมูลค่ากว่า 1 พันล้านบาทให้พาร์ตเนอร์

“การป้องกันภัยจากมิจฉาชีพ เราทำคนเดียวไม่ได้ จึงจับมือกับพาร์ตเนอร์ทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อขับเคลื่อนเป้าหมายในการลดความเสียหายจากมิจฉาชีพที่นับวันมีความซับซ้อนมากขึ้น เช่น ใช้ AI ปลอมตัวตน หรือนำข้อมูลส่วนตัวมาสร้างความน่าเชื่อถือ”

โดยตั้งเป้าไว้ว่าภายในปี 2567 จะช่วยคนไทยลดความสูญเสียทางทรัพย์สินจากการหลอกลวงของมิจฉาชีพไม่น้อยกว่า 2.8 หมื่นล้านบาท