ดีป้าปักธง 9 โครงการเร่งด่วน ปั้นคน-ชุมชนต้นแบบใต้งบ 1.5 พันล้าน

“ดีป้า” สานต่อภารกิจส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล ขีดเส้นแจ้งเกิด 9 โครงการสำคัญภายในสิ้นปีนี้ ดันต่องานใหญ่ “Thailand Big Bang 2018” โชว์เคส “ไทยแลนด์บิ๊กดาต้า” สร้าง certified IT professional อีก 5,000 คน พร้อม 22 ชุมชนต้นแบบการใช้นวัตกรรม ผลักดันแพลตฟอร์มดาต้าเมืองเชียงใหม่-ภูเก็ต เนรมิตต้นแบบ “สมาร์ทซิตี้” ใน EEC ทั้งบริหารบิ๊กร็อก 1.5 พันล้านบาท สร้างผลงานพิสูจน์ฝีมือของบฯ ปี”62 เพิ่ม

 

นายณัฐพล นิมมานพัชรินทร์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (ดีป้า) เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ภารกิจหลักคือส่งเสริม และสนับสนุนให้เกิดการนำเทคโนโลยีดิจิทัลไปใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจ สังคมโดยตั้งเป้า 9 โครงการสำคัญในสิ้นปีนี้ ได้แก่ 1.การจัดงานมหกรรม Thailand Big Bang 19-23 ก.ย. นี้ เพื่อสร้างความตื่นตัวและให้ความรู้เกี่ยวกับนวัตกรรม ปีนี้ใช้คอนเซ็ปต์ไทยแลนด์บิ๊กดาต้า (big data)

“ขยายวันและพื้นที่จัดงานเพิ่มเป็น 5 วัน 60,000 ตร.ม. แต่ได้งบประมาณเท่าเดิมคือ 120 ล้านบาท แต่ถ้ารวมงาน Roadshow ที่จะจัดอุ่นเครื่องก่อนในขอนแก่น, เชียงใหม่, สงขลา และระยอง เบ็ดเสร็จน่าจะใช้เงิน 190 ล้านบาท ซึ่งดีป้าต้องหางบฯมาสนับสนุนเพิ่มเอง แต่ถือว่าคุ้มเพราะงานนี้เป็นที่รับรู้ไปถึงต่างประเทศด้วย เห็นได้ชัดว่าปีนี้ มีบูทของต่างประเทศมากขึ้น คนที่เคยมาแล้วปีนี้ขอพื้นที่ใหญ่ขึ้น”

2.โครงการสนับสนุน certified IT professional ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างดีป้ากับหลายบริษัทยักษ์ใหญ่ อาทิ ไมโครซอฟท์, ซิสโก้ เป็นต้น โดยดีป้าจะสนับสนุนค่าสอบให้สำหรับผู้เข้าร่วมโครงการที่สอบผ่าน เพื่อเพิ่มบุคลากรที่มีทักษะไอทีในระดับมาตรฐานสากลให้กับอุตสาหกรรม ตั้งเป้าสิ้นปี 5,000 ราย


3.โครงการพัฒนา co-certificate ร่วมกันระหว่างดีป้ากับเอกชนเพื่อกำหนดมาตรฐานกลางตามความต้องการของอุตสาหกรรม โดยไม่อิงกับบริษัทเทคโนโลยีใดโดยเฉพาะ คาดว่าจะประกาศได้ 2 หลักสูตร 4.โครงการ 400 ไอเดียสตาร์ตอัพให้นักศึกษาที่กำลังจะเรียนจบ ส่งผลงานเข้ามา ทีมที่ผ่านคัดเลือกจะให้เงินสนับสนุน 50,000 บาท เพื่อเป็นทุนพัฒนาผลงานเข้าประกวดโครงการบ่มเพาะสตาร์ตอัพ อาทิ ของ

ดีแทค, ทรู และตลาดหลักทรัพย์ฯ

5.เพิ่มสำนักงานสาขาอีก 4 แห่ง ที่ศรีราชา, อุบลราชธานี, พิษณุโลก และหาดใหญ่ โดยมีโจทย์พัฒนาที่ชัดเจนร่วมกับชุมชน 6.โครงการสร้าง 22 ชุมชนต้นแบบ หรือ “ดิจิไทซ์ชุมชน” ที่จะนำนวัตกรรมไปใช้ โดยจับคู่ความต้องการของชุมชนกับสตาร์ตอัพที่มีศักยภาพ อาทิ การบริหารจัดการข้าวโพดด้วยเทคโนโลยี IOT ที่อำเภอแม่ทา จังหวัดเชียงใหม่

7.ยกร่างรายละเอียดความต้องการ (requirement) แผนการพัฒนาโครงการ

สมาร์ทซิตี้ในเขตระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) 8.โครงการพัฒนาดาต้าแพลตฟอร์มของจังหวัดภูเก็ตที่จะใช้พัฒนาสมาร์ทซิตี้ และ 9.ดาต้าแพลตฟอร์มการท่องเที่ยวของเชียงใหม่

นายณัฐพลกล่าวต่อว่า ดีป้าได้เปลี่ยนวิธีการบริหารจัดการงบประมาณใหม่ทั้งหมด โดยใช้การจับคู่ระหว่างโจทย์ของเอกชนหรือชุมชนกับผู้พัฒนา เพื่อให้เอกชนเป็นคนขับเคลื่อน เกิดโมเดลการพัฒนาแบบยั่งยืน เช่น บริษัทภูเก็ตพัฒนาเมือง ขอนแก่นพัฒนาเมือง เป็นต้น

“ดีป้าจะลงทุนเฉพาะสิ่งที่รัฐจำเป็นต้องลงทุนเท่านั้น อะไรต้องเป็นของเอกชน จะต้องสนับสนุนให้เอกชนทำเอง ไม่ใช่ทำหน้าใหญ่จ่ายเงินจ้างทำนั่นนี่ แล้วให้ประชาชนมาถามว่าได้มาแล้ว ดีป้าจะเอาไปทำอะไรต่อ นอกจากกองตั้งเป็นแฟ้มผลงานเฉย ๆ วิธีบริหารแบบนี้มีคนถามเยอะว่าทำไมเอกชนจ่ายเงินด้วย ผมบอกว่า เมืองนอกอย่างเกาหลีใต้ ก็ยังซับซิไดซ์แค่ช่วงแรกเพื่อให้เอกชนมีพร้อมแล้วแล้วจ่ายเงินเอง นี่ดีป้าไม่ได้ให้จ่ายเงินเองทั้งหมดด้วยซ้ำ เราออกให้ส่วนหนึ่ง 70-30, 50-50 แล้วเอกชนเป็นเจ้าของไป ซึ่งเป็นวิธีที่ยั่งยืนกว่า”

นอกจากนี้ การคัดเลือกจะไม่ได้จำกัดแค่อุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ แต่จะลงไปถึงกลุ่มผู้ใช้ซอฟต์แวร์ และนวัตกรรมต่าง ๆ ทำให้ทุกคนมีสิทธิ์เท่ากันหมด

“ใครมาก่อนได้ก่อน แต่ต้องดูภายใต้การพิจารณาของอนุกรรมการกลั่นกรอง 3 ชุด ซึ่งดูทั้งความพร้อมในฝั่งคนพัฒนาและคนใช้งาน ไม่ใช่แค่ขอให้ได้เงินสนับสนุนพอ เมื่อเร็ว ๆ นี้ ก็เพิ่งพิจารณา 10 โครงการ แต่ผ่านแค่2 โครงการ ซึ่งมีความกล้าจะการันตีว่าจะมีรายได้นำเงินกลับมาคืนได้ ประมาณว่าถ้าคุณจะเอาภาษีประชาชนไปใช้ ต้องมีความชัดเจน”

สำหรับงบประมาณในปี 2561 ดีป้าได้รับอนุมัติ 86.2 ล้านบาท ซึ่งเพียงพอสำหรับการบริหารสำนักงานเท่านั้น แต่เพิ่งได้รับอนุมัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม จากงบประมาณบิ๊กร็อก สำหรับปีงบประมาณ 2561 ใน 4 โครงการ ได้แก่ โครงการพัฒนาเมืองอัจฉริยะในพื้นที่เขตระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) วงเงิน 788 ล้านบาท

โครงการพัฒนาสภาพแวดล้อมและส่งเสริมการเติบโตของดิจิทัลสตาร์ตอัพ วงเงิน 280 ล้านบาท โครงการ Coding Nation จำนวน 210 ล้านบาท และโครงการสถาบัน IOT จำนวน 300 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นโครงการระยะยาวที่มีงบประมาณผูกพัน 2-3 ปี อาทิ โครงการสถาบัน IOT เริ่มสร้างในปี 2562 เสร็จในปี 2564 ขณะนี้อยู่ระหว่างการออกแบบโครงสร้างพื้นฐานเพื่อดึงดูดให้เอกชนมาร่วมลงทุน

“งบประมาณปี 2562 ยื่นขอไป 5,000 ล้านบาท แต่ในเบื้องต้นได้อนุมัติมา 1,200 ล้านบาท สำหรับจัดงาน World Expo ที่ดูไบ 590 ล้านบาท เป็นงบฯผูกพันโครงการสถาบัน IOT อีก 300 ล้านบาท ที่เหลืออีกราว 300 ล้านบาทสำหรับงบการบริหารสำนักงาน ไม่ได้มีเหลือสำหรับการผลักดันโครงการอื่น ๆ เลย ตอนนี้จึงเป็นช่วงเวลาที่ดีป้าต้องพิสูจน์ให้รัฐบาลเห็นว่า งบประมาณปี 2561 สามารถผลักดันให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมได้หรือไม่ ฉะนั้นทั้ง 9 โครงการที่ตั้งเป้าไว้ต้องทำให้ได้”

Previous articleฮือฮา! 20 สาว มิสยูนิเวิร์ส นิวซีแลนด์ เก็บตัวเมืองไทย ไปนั่งสมาธิ-ทำบุญ “วัดธรรมกาย”
Next article“อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์” จัดโปรฯ “INDEX FINAL SALE” มหกรรมลดครั้งใหญ่ในรอบปี