ฟ้องวุ่นวายทะลุล้านล้าน คดีพิพาทสัมปทาน “ทีโอที-แคท”

เรียกเสียงฮือฮากับยอดหนี้ที่ “ทรู” ต้องจ่ายให้ “ทีโอที” ตามคำชี้ขาดอนุญาโตตุลาการล่าสุดกว่า 9.4 หมื่นล้านบาท จากข้อพิพาทตามสัญญาร่วมการงานให้บริการโทรศัพท์ประจำที่ในเขตนครหลวง 2.6 ล้านเลขหมาย โดย”ทีโอที” ระบุว่า ทรูได้นำอุปกรณ์ในระบบไปให้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง (ADSL) และยินยอมให้ผู้อื่นใช้ด้วย โดยไม่ได้รับอนุญาต

แม้ว่า ณ วันนี้ข้อพิพาทยังไม่สิ้นสุด และคาดว่าจะต้องใช้เวลาอีกหลายปี เพราะ “ทรู” ยื่นคำร้องต่อศาลปกครองกลางให้เพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตฯ

แต่ถ้าเปิดแฟ้มข้อพิพาทที่เกิดขึ้นจากสัญญาร่วมการงานหรือสัมปทาน ของ บมจ.ทีโอทีและ บมจ. กสท โทรคมนาคม (แคท) เฉพาะคดีสำคัญตามการประเมินของ “สตง.” สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน “ทีโอที” มีความเสี่ยงจากหนี้ที่อาจเกิดจากคดีที่ตกเป็นจำเลย 33,427 ล้านบาท “แคท” 420,009 ล้านบาท

ทีโอที 33,427 ล้านบาท


แหล่งข่าวภายใน บมจ.ทีโอทีเปิดเผยกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ข้อพิพาทที่เกิดจากสัมปทานยังมีอยู่อีกหลายกรณีทั้งในชั้นอนุญาโตตุลาการและชั้นศาลโดยคดีพิพาทกับ “ทรู” ที่สำคัญนอกเหนือจากกรณีล่าสุด ยังมีที่ทรูฟ้องว่าทีโอทีคำนวณส่วนแบ่งรายได้ค่าโทรศัพท์ทางไกลต่างประเทศไม่ถูกต้อง เมื่อ ม.ค. 2548 จำนวน 8,407.68 ล้านบาท กรณียื่นฟ้องเรียกส่วนแบ่งจากค่าโทรศัพท์ทางไกลระหว่างประเทศที่ทีโอทีได้รับจากแคทอีก 1,968.70 ล้านบาท คดีพิพาทกับ บมจ.โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (ดีแทค) ซึ่งฟ้องเรียกร้องให้ “ทีโอที” ชำระค่าตอบแทนการเชื่อมต่อโครงข่าย 5,993.55 ล้านบาท ตั้งแต่ พ.ย. 2549-ก.ค. 2556 ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลปกครอง

คดีกับ บมจ.ทีทีแอนด์ที เรียกส่วนแบ่งรายได้จากค่าโทรศัพท์ทางไกลต่างประเทศ 2,598.19 ล้านบาท ซึ่งเมื่อ ก.ย. 2552 อนุญาโตฯ ชี้ขาดให้ทีโอทีต้องจ่าย 2,553.71 ล้านบาท ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลปกครองสูงสุด หลังจากศาลปกครองกลางให้เพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตฯ

ส่วนสัญญาร่วมลงทุนโครงข่ายเคเบิลใต้น้ำกับบริษัท จัสมิน ซับมารีน เทเลคอมมิวนิเคชั่น จำกัด ได้ยื่นอนุญาโตฯ ขอให้ “ทีโอที” นำส่งส่วนแบ่งรายได้ที่เกิดขึ้นจากการให้บริการงวด ก.ย. 2551-มิ.ย. 2554 เป็นเงิน 3,395.35 ล้านบาท ขณะที่ “ทีโอที” ยื่นคำร้องเมื่อ ส.ค. 2559 ให้ “จัสมิน” จ่ายค่าเสียหายเป็นเงิน 9,931.02 ล้านบาท

ฟ้อง “เอไอเอส” แสนล้าน

ขณะที่บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (เอไอเอส) ได้ยื่นฟ้อง “ทีโอที” เรียกส่วนแบ่งรายได้จากโทรศัพท์ระหว่างประเทศ 1,527.45 ล้านบาท ตั้งแต่ พ.ค. 2551-ก.ย. 2555 ซึ่งเมื่อ พ.ค. 2560 อนุญาโตฯ ชี้ขาดให้ทีโอทีต้องจ่าย 1,354.80 ล้านบาท ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลปกครอง และยังมีคดีที่เอไอเอสยื่นต่ออนุญาโตฯ เมื่อ ก.ค. 2557 ให้ชี้ขาดเรื่องกรรมสิทธิ์เสาส่งสัญญาณและให้ทีโอทีจ่ายคืนเงินส่วนแบ่งรายได้ค่าร่วมใช้เสาส่งสัญญาณ 516.31 ล้านบาท

ขณะเดียวกัน “ทีโอที” ยื่นฟ้องให้เอไอเอสในคดีที่สำคัญ ๆ ได้แก่ เรียกค่าเสียหายจากการโอนย้ายลูกค้าจากระบบสัมปทานไปอยู่กับบริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค (AWN) 41,116.31 ล้านบาท ซึ่งอยู่ในขั้นตอนอนุญาโตตุลาการตั้งแต่ ก.ย. 2557 กรณีการแก้ไขสัญญาสัมปทานครั้งที่ 6 และ 7 ที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ให้ทีโอทีแจ้งเอไอเอสจ่ายส่วนแบ่งรายได้ตามสัญญาหลัก โดยเมื่อ พ.ย. 2558 “ทีโอที” ได้ยื่นข้อพิพาทต่ออนุญาโตฯ เป็นเงิน 62,773.95 ล้านบาท

แคท 4 แสนล้าน

ด้านแหล่งข่าวภายใน บมจ.กสท โทรคมนาคม (แคท) เปิดเผยกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ข้อพิพาทที่แคทเป็นโจทก์มีมูลค่า 487,830.65 ล้านบาท ส่วนที่เป็นจำเลยมี 420,009 ล้านบาท ซึ่งกรณีที่สำคัญและมีมูลค่ามากสุดคือ ที่ “ทีโอที” ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองเรื่องค่าแอ็กเซสชาร์จ ค่าเชื่อมโยงโครงข่าย รวมกว่า 347,243 ล้านบาท

“ทีโอทีได้ยื่นฟ้องแคทเป็นจำเลยที่ 1 ในฐานะที่เป็นผู้ให้สัมปทาน และยื่นฟ้องคู่สัมปทานของแคทอย่างดีแทค ทรูมูฟ และดีพีซี (ดิจิตอลโฟน) เป็นจำเลยที่ 2 โดยเรียกค่า AC ตั้งแต่ พ.ย. 2549-พ.ค. 2554 พร้อมดอกเบี้ย ซึ่งตอนนี้กำลังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลปกครองกลาง โดยในกรณีของดีแทค ทีโอทีฟ้องเรียก 250,882 ล้านบาท ทรูมูฟ เรียก 90,907 ล้านบาท ดีพีซี 5,454 ล้านบาทแล้วก็มีข้อพิพาทที่ “ทรูมูฟ” ยื่นฟ้องต่ออนุญาโตตุลาการเรียกให้ชำระเงินส่วนแบ่งรายได้ตามสัญญาสัมปทาน 11,827 ล้านบาท ซึ่งยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของอนุญาโตฯนอกนั้นเป็นข้อพิพาทกับคู่สัญญารายเล็ก ซึ่งมีมูลค่าข้อพิพาทระหว่างหลักสิบถึงร้อยล้านบาท

ฟ้อง “กสทช.” 3 แสนล้าน

ส่วนที่แคทเป็นโจทก์ฟ้อง จะมีกรณีฟ้องผู้รับสัมปทานนำค่าภาษีสรรพสามิตหักออกจากส่วนแบ่งรายได้ที่ต้องนำส่งให้บริษัทในช่วง ก.ย. 2545 – ก.ย. 2550 ซึ่งกำลังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลปกครองสูงสุด โดยส่วนของ”ดีแทค” ยื่นฟ้องไป 21,981 ล้านบาท “ทรูมูฟ” ยื่นฟ้อง 8,969 ล้านบาท”ดีพีซี” 3,410 ล้านบาท

กับยื่นฟ้อง “กสทช.” ให้เพิกถอนประกาศ กสทช. เรื่องมาตรการคุ้มครองผู้ใช้บริการเป็นการชั่วคราวในกรณีสิ้นสุดการอนุญาตสัมปทานหรือสัญญาการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ พ.ศ. 2556 รวมทุนทรัพย์ 275,658 ล้านบาท ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลปกครองกลาง และยื่นฟ้องขอค่าเช่าโครงข่ายในช่วงเยียวยาหลังหมดสัมปทาน 24,117 ล้านบาท