“Mio” ท้าชนแบรนด์จีนลุยตลาดกล้องติดรถ!!

Mio รุกตลาดกล้องติดรถยนต์ ชี้ไทยยังมีโอกาสเติบโตสูง เหตุยังมีผู้ใช้แค่ 10% ของรถใหม่ ขณะที่ต่างประเทศมีสัดส่วนกว่า 50% พร้อมเบียดแบรนด์จีนขึ้นเป็นผู้นำตลาดใน 5 ปี

“นายสรัณย์ ธีรวชิกุล” ผู้จัดการฝ่ายขาย บริษัท ไฮเทค ไมโคร ซิสเท็ม จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายอุปกรณ์เสริมรถยนต์ เปิดเผยว่า ตลาดกล้องติดรถยนต์ในไทยยังมีแนวโน้มเติบโตสูง หลังจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) มีประกาศให้บริษัทประกันต้องลดเบี้ยประกันให้ 5-10%


ขณะที่รถยนต์ใหม่ที่ติดกล้องหน้ารถในตลาดมีแค่ 10% เท่านั้น หรือราว 90,000-100,000 คัน แต่คาดว่าภายใน 3-5 ปีนี้จะขยับสัดส่วนเป็น 30% แต่ยังถือว่าน้อยเมื่อเทียบกับประเทศอื่นซึ่งมีสัดส่วนที่ 50-70% จึงยังโตได้อีก บริษัทจึงได้นำเข้ากล้องติดรถยนต์แบรนด์ “มีโอ้” (Mio) จากไต้หวันที่เป็นแบรนด์ top 3 ของโลก ด้วยยอดขายกว่า 50 ล้านเครื่อง มีส่วนแบ่งตลาดในไต้หวันถึง 45%, ญี่ปุ่น (ODM : original design manufacturer) 40%, รัสเซีย 18%, ออสเตรเลีย 40.8% เป็นต้น

โดยตั้งเป้ายอดขายในไทยปีนี้ 5,000 เครื่องมีรายได้ 25 ล้านบาท และปีหน้าตั้งเป้า 10,000 เครื่อง โดยจะร่วมมือกับค่ายรถยนต์และศูนย์รถยนต์ สำหรับการนำไปเป็นออปชั่นเสริมสำหรับซื้อรถยนต์ เช่น นิสสัน ซึ่งราวไตรมาส 1 ปีหน้าจะเริ่มเห็นแบรนด์อื่นเพิ่ม รวมทั้งรับจ้างผลิตสินค้าให้กับแบรนด์ต่าง ๆ (OEM : original equipment manufacturer) ให้กับแบรนด์อื่น

ขณะที่ช่องทาง B2C จะเริ่มที่ร้านเครื่องเสียง, ร้านติดฟิล์ม, ร้านไอทีต่าง ๆ และออนไลน์ เช่น ช้อปปี้, ลาซาด้า โดยเน้นเจาะกลุ่มตลาดบนก่อน ซึ่งได้รับผลตอบรับที่ดีหลังเริ่มทดลองตลาดแล้ว 3 เดือนในโชว์รูมของเบนซ์, ปอร์เช่, บีเอ็มดับเบิลยู ด้วยแบรนด์ระดับโลกที่เน้นคุณภาพ ใช้งานได้ 5-7 ปี รับประกันสินค้า 1 ปี มีศูนย์บริการกว่า 20 แห่ง มีบริการออนไซต์เซอร์วิส โดยเปิดตัวแล้ว 4 รุ่น ราคาเริ่มต้น 4,900 บาท

“ในไทยมีแบรนด์กล้องติดรถยนต์ ที่เป็นแบรนด์ระดับโลกทำตลาดอยู่ 3-4 แบรนด์ แต่แบรนด์จีนครองตลาดอยู่ 90% มีโอ้ต้องการก้าวขึ้นเป็นผู้นำตลาดใน 3-5 ปีนี้ โดยกำลังพัฒนากล้องที่ใช้ซิมเป็นแบบ IOT ซึ่งจะช่วยแจ้งเตือนผู้ใช้งานได้แม้ไม่ได้ขับขี่ ตอนนี้เริ่มผลิตสำหรับญี่ปุ่นแล้ว ในไทยน่าจะเริ่มปีหน้า”